ละครเวทีหน้ากากเปลือยกับการสร้างชุมชนโดยละคร

 


 

               วันนี้มีโอกาสได้นั่งคุยกับเจ้าของความฝันคนหนึ่ง ซึ่งความฝันของเขา ได้สร้างพลังอันยิ่งใหญ่และต่อเนื่องไปอีกไม่รู้จบ เราจะมารู้จักกับ เครือข่ายละครหน้ากากเปลือย ละครที่สร้างสรรค์สังคมด้วยวิธีแบบละคร

                หากนึกถึงละคร เราก็มักจะนึกไปถึงพวกละครตบตี นางร้ายร้องกรี๊ดๆ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่เห็นกันเช่นนั้น นั่นเองทำให้ เราเริ่มแยกไม่ออก ว่าละคร กับละครเวที มันมีเป้าหมายที่ต่างกันพอสมควร อาจจะด้วยเราอยู่ในสังคมไทย ที่การพัฒนาทางด้านละครเวที จะเรียกว่า สู้เด็กต่างชาติเขาไม่ได้ เด็กต่างชาติมักจะเติบโตมาพร้อมกับแกลลอรี่และละครเวที ดังนั้น จึงไม่แปลกเลยที่ครอบครัวของเขาจะไม่ว่าอะไร ถ้าบอกว่า ไปเล่นละคร หรือไปดูละคร

                นินาท บุญโพธิ์ทอง หรือว่าพี่จุ๊บ ผู้ดูแลเครือข่ายหน้ากากเปลือย จะมาขยายความให้เราเข้าใจยิ่งขึ้นว่า ละครเวที คืออะไร และดีอย่างไร ก่อนอื่นมารู้กันก่อน ว่าเครือข่ายละครเวทีหน้ากากเปลือยคืออะไร และกำลังทำอะไร

                เริ่มมาตั้งแต่ประมาณปี 2001 ตอนนั้นเริ่มทำตอนนั้นทำละครเรื่องแรกว่า  DREAM MASHS GROUP และก็โครงการแรกที่เราเริ่มทำเราใช้ชื่อว่า neked masks project ละครเรื่องนั้นพัฒนาบทนั้นมาจากผมเป็นคนเขียนเป็นเรื่องของนักศึกษาที่ต้องทำกิจกรรมแล้วต้องเรียนรู้ว่า การเผชิญโลกกับความเป็นจริงในการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยซึ่งต้องทำอะไรบ้างอย่างนี้ ก็มีเพื่อนที่จบมาใหม่ด้วยกัน ตอนนั้นผมก็มีโอกาสก็เริ่มขึ้นเป็นโครงการนี้เป็นกลุ่มของตัวเอง ก็เลยเป็นละครเรื่องแรกที่ได้เกิดขึ้น ในตอนแรกเราตั้งใจว่าจะทำละครเวทีเป็นหลัก ก็ตั้งใจว่ามีงานก็รวมตัวกันแล้วก็ทำเป็นวาระๆไป ก็พอทำไปซักพักก็เริ่มมีระบบ เริ่มมีโครงสร้าง เริ่มมีระบบการจัดการ แต่เราก็ยังไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนในการทำงาน ช่วง8 ปีแรกไม่ได้มีพื้นที่ประจำ เวลารวมกันกันเราก็อาศัยอยู่ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ แล้วพอถึงปี 2008 ก็เริ่มมีโรงละครหน้ากากเปลือยที่พญาไทพลาซ่าครับ นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น และหลังจากนั้นก็มีกิจกรรมแบบต่อเนื่อง ทุกอาทิตย์”

                สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากคณะอื่นก็คงเป็น แกนขององค์กร ที่เครือข่ายหน้ากากเปลือยจะเรียกว่าเป็นเครือข่ายที่ทำงานเพื่อสังคมอย่าแท้จริงเลยก็ว่าได้

                :ตอนแรกเราตั้งใจสร้างละครที่คนดูแล้วเกิดพลังจากสิ่งที่เราทำ เราเชื่อว่างานที่มาจากเรามาจากปัจเจกชน แต่งานเหล่านั้นสามารถสะท้อนสังคมแนวมหัพภาคได้ ดังนั้นงานเราจะเป็นงานที่เขียนบท และดัดแปลง คือเราจะโฟกัสว่างานที่เราเขียนบทขอให้ผู้กำกับหรือนักแสดง แสดงจออกมาจากประสบการณ์ความคิดของตัวเองที่มีต่อสังคม มุมมองที่มีต่อสังคม ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของตัวเองอย่างเดียว กระบวนการมันจะพาให้เรื่องนั้นมันสะท้อนหลายๆมุม อันนั้นคือจุดเริ่มต้นของเรา ชัดเจนว่าหน้ากากเปลือยไม่ได้ทำแค่ละครเวที แต่เราทำกระบวนการละคร ดังนั้นเป้าของหน้ากากเปลือยมันมาถึงจุดที่ว่า เรียกง่ายๆว่า เครือข่ายหน้ากากเปลือยเป็นกลุ่มชุมชนของคนรักละคร และนำกระบวนการละครมาใช้ในการพัฒนาสังคม ตัวเองและสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าคนที่ทำโครงการหน้ากากเปลือยจะต้องเอาไปใช้ในตัวเขา และเค้าก็จะเอามุมที่มีไปใช้ในสังคมที่เค้ารักที่เค้าผูกพันธ์ได้อย่างไร อันนี้คือหน้าที่หลักของตัวหน้ากากเปลือย คือการสร้างชุมชน ทีนี้ชุมชนในความหมายของหน้ากากเปลือย ชุมชนของหน้ากากเปลือยไม่ใช่ สเปซ แต่เป็นชุมชนที่ลิงค์กันด้วยกระบวนการละครด้วยชีวิตที่ใกล้เคียงกันเพราะฉะนั้นสเปซของเราจึงไม่จำกัดพื้นที่เฉพาะของโรงละคร”

                ด้วยพันธกิจของเครือข่ายเล็กๆ ที่แน่วแน่ กำลังจะเริ่มสร้างแนวร่วมของคนในกลุ่มที่รักและหลงใหลในการละคร และกำลังเพิ่มจำนวนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยใช้การละครเป็นตัวผูกมัด นี่เองทำให้เห็นว่า หน้ากากเปลือยกำลังผลักดันให้เกิดพลังทางสังคม

                “เป้าหมายพันธกิจก็คือการทำละครเวทีอย่างเดียว ส่วนที่สองคือ หน้ากากเปลือยแผนเยาวชนเป็นส่วนที่นำกระบวนการละครมาใช้ในการดูแลเยาวชนซึ่งมีตั้งแต่กระบวนการฝึกฝนกระบวนการละคร หรือพัฒนาเพื่อนำกระบวนการละครไปใช้ในการเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ สังคม เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อเยาวชน หรือให้เยาวชนนำกระบวนการนี้ไปสร้างโครงการจิตอาสาให้แก่สังคมกับชุมชนใกล้เคียงอะไรแบบนี้อ่ะครับ หลายครั้งที่หน้ากากเปลือยในแผนเยาวชนนี่ไม่ได้ให้เยาวชนเป็นนักแสดง เราฝึกให้เขาเป็นคนเรียนรู้ชีวิต แผนที่สามจะเป็นหน้ากากเปลือยแผนการพัฒนา อันนี้คือเอากระบวนการ ไม่ได้เอาไปใช้ในกระบวนการละครเพียงอย่างเดียว บางพื้นที่เรามีการลงพื้นที่ในเรื่องของสิทธิสตรี เกี่ยวกับเรื่องของการค้ามนุษย์เราก็เอากระบวนการละครไปใข้ในการรณรงค์ หรือบางทีเราเอาใช้ในการฝึกการพัฒนาในด้านวรรณกรรมอะไรแบบนี้”

                การที่ทำงานเพื่อสังคมนั้นบางครั้งก็ต้องเสี่ยงกับหลายปัญหาพอสมควร อย่างในที่นี้ เป็นโครงการที่เริ่มต้นจากคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ดังนั้นในเรื่องการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้พลังค่อนข้างจำเป็นที่จะต้องพี่งพาปัจจัยในด้านเงินทอง แล้วทำอย่างไร

                “อย่างตอนที่อยู่พญาไท เราก็มีงบสนับสนุน อย่างเช่น การบูรณาการโครงการละครจิตอาสา ซึ่งก็สนับสนุนโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ งานเครือข่ายการละครภาวะรุ่นเยาว์ ก็ได้งบสนับสนุนมาจาก สสส. ต้องเป็นโปรเจคไป โปรเจคไป ตอนนี้ในส่วนของแผนเยาวชนเรามีการลงพื้นที่โรงเรียนเยอะ คือเยาวชนนี่มีทั้งเยาวชนที่มาเวิร์คชอปในพื้นที่เราและเยาวชนที่เวิณคชอปกับเราในโรงเรียน งบ ก็มาจาก สสส จากจิตอาสา จาก สถาปันศิลปะร่วมสมัย อย่างบางโรงเรียนนี่หลายแห่งมากที่เราลงพื้นที่โดยไม่มีงบ แต่มันเป็นจุดมุ่งหมายของเราจะพัฒนาทั้งตัวเราและคนที่ร่วมกระบวนการด้วย โดยที่ทีมงานทุกคนก็รู้ว่า เราไปตรงนี้ไม่มีงบนะ อย่างโรงเรียนอัญสัมชันนี่เราก็ไม่ได้ไปด้วยงบ หลายโรงเยนมากครับ เรียกว่าเป็นการสร้างชุมชนในความหมายของพันธกิจหน้ากากเปลือย”

                ละครไทยมาไกลมากครับ ผมถือว่ามีโอกาสที่ดี อย่างตอนนี้มีการเกิดเครือข่ายละครกรุงเทพ กลุ่มละครเค้ารวมตัวกันอะไรแบบนี่อ่ะครับ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีนะครับ กลุ่มละครเค้าพัฒนาไปจนกระทั่งไปต่างประเทศได้ในลักษณะของเครือข่ายในการจัดละครทุกปี เป็นส่วนที่ดีมาก เป็นส่วนที่ทำให้คนทั่วไปเริ่มเห็นพลัง การรวมตัวกัน อันนี้ค่อนข้างชัดเจน จริงๆนี่ถ้าดูข้อมูลละครนี่มีละครเกือบทุกอาทิตย์แล้ว ละครกลุ่มโน้นกลุ่มนี้บ้าง เยอะครับ ซึ่งอันนี้ดีครับมันทำให้ อย่างน้อยคนก็จะรู้สึกว่ามาเจอนี้ และพออาทิตย์ต่อไปก็ไปเจอนี่ แต่อาจจะไม่ได้ดู แต่จะได้ยินอยู่เรื่อยๆ บางครั้งจะสัมผัส ไม่ว่ากลุ่มไหนก็ได้ พอเริ่มสำคัญปุ๊บมันก็จะเริ่มต้นแล้วครับ เริ่มต้นเป็นคนดูก่อน และบางคนดูก็อาจจะกลายเป็นนักแสดงก็มีเยอะนะครับ

                หน้ากากเปลือยฟังชื่อแล้วอาจจะดูใหญ่ พี่ใช้คำว่าเครือข่ายนะ เพราะว่าเราทำงานเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราเป็นกลุ่มชุมชนของคนที่รักการละครเล็กๆที่ตั้งใจและอยากจะทำ อยากที่จะชอบ หรือชื่นชมให้คนได้รู้แล้วแชร์ให้คนทั่วไปโดยผ่านการละคร  ก็เรายินดีต้อนรับ คนที่จะมาเป็นคนดูหรือคนที่จะมาร่วมกระบวนการฝึกฝนละครร่วมกัน ก็อยากจะให้พื้นที่กรุงเทพมีกระบวนการนี้อยู่ ก็ถ้าใครสนใจก็มาหาเราได้

                ใครที่สนใจอยากไปดูเดือนนี้เครือข่ายละครเวทีก็มีเรื่อง มรรคบาท มาตรกรรม ดัดแปลงจาก William Shakespeare's The Tragedy of Macbeth Naked Masks Playtimes แสดงที่ อาคารสมจิต แมนชั่น ท้ายซอยเพชรบุรี 7 หลังอาคารพญาไทพลาซ่า ลงที่สถานีรถไฟฟ้าพญาไท บัตรราคา 200 บาท นักเรียน นักศึกษา 100 บาท 16 - 21 มีนาคม 2553 วันธรรมดา 20.00 น วันเสาร์-อาทิตย์ 14.00 น และ 20.00

 


 

 

 

 

 

               

 

edit @ 24 Mar 2010 15:09:59 by bannn-ta-thai

บาน ท่วมทุ่ง: New Masks Youth Drama Summer Camp 2010 for Highschool and University students from March - May openning 5 rounds

 

 

 

 

 
 

วันนี้จะเชิญชวนเด็กๆและผู้ใหญ่ที่สนใจการละครทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง มาเรียนรู้กับเครือข่ายละครเวทีหน้ากากเปลือย เครือข่ายเล็กๆที่ทำงานเพื่อชุมชน

เปิดค่ายละครเยาวชนสีสันหน้ากากใหม่ ประจำฤดูร้อน 2553 สำหรับเยาวชนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา เปิดรับ 5 รอบ 1 มี.ค. 15 มี.ค. 29 มี.ค. 19 เม.ย. และ 3 พ.ค. ตั้งแต่มีนาคม ถึง พฤษภาคม 2553 โดยได้รับเกียรติจาก อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ ร่วมเป็นวิทยากร อบรมที่ Naked Masks Playtimes อาคารสมจิตแมนชั่น หลังอาคารพญาไทพลาซ่า ท้ายซอยเพชรบุรี 7 เตรียมเข้าเทศกาลละครสีสันหน้ากากใหม่ ครั้งที่ 4” จัดแสดงเดือนสิงหาคม 2553

                หน้ากาก เปลือยแผนเยาวชน เตรียมเปิดรับเยาวชนผู้สนใจทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา สำหรับเข้าอบรมในค่ายละครเยาวชนสีสันหน้ากากใหม่ ประจำฤดูร้อน 2553 สำหรับเยาวชนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา
ซึ่งในกระบวนการจะฝึกฝนให้ เยาวชนรู้จักใช้ทักษะพื้นฐานการละครทั้งการแสดง เช่น การฝึกสื่อสารด้วยร่างกาย, เสียงและองค์ประกอบศิลป์อย่างมีสุนทรียะ โดยได้รับเกียรติจาก อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแสดง สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

                การอบรมจะเปิดรับสมัคร 5 รอบ ในช่วงปิดภาคเรียนตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม 2553 ดังนี้
รอบที่หนึ่ง 1 ถึง 12 มีนาคม 2553 จันทร์ ถึง ศุกร์ 13.00 น ถึง 16.00
รอบ ที่สอง 15 ถึง 26 มีนาคม 2553 จันทร์ ถึง ศุกร์ 13.00 น ถึง 16.00
รอบที่สาม 29 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2553 จันทร์ ถึง ศุกร์ 13.00 น ถึง 16.00
รอบที่สี่ 19 เมษายน ถึง 30 เมษายน 2553 จันทร์ถึงศุกร์ 13.00 น ถึง 16.00
รอบที่ห้า 3 พฤษภาคม ถึง 14 พฤษภาคม 2553 จันทร์ถึงศุกร์ 13.00 น ถึง 16.00

                โดย เมื่อจบกระบวนการในแต่ละรุ่นจะมีการจัดทำโชว์เคสผลงานของผู้เข้าอบรมประจำ รุ่น และหากเยาวชนผู้ใดสนใจก็สามารถร่วมสร้างสรรค์ผลงานในละครเยาวชนที่จะจัดแสดง ใน เทศกาลละครสีสันหน้ากากใหม่ ครั้งที่ 4” ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2553

                การอบรม จะจัดขึ้นที่ Naked Masks Playtimes ชั้น 1 อาคารสมจิตแมนชั่น ด้านหลังอาคารพญาไทพลาซ่า ท้ายซอยเพชรบุรี 7 ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโดยเสียค่าใช้จ่าย 750 บาท โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 085-503-4525 และ 081-291-0096 อีเมล์ nakedmasks@gmail.com หรือ http://nakedmasksnetwork.blogspot.com รับเพียงรอบละ 20 คน


 

ปล.ช่วงนี้อัพช้านิดนึงนะ ฝึกงานอยู่ แต่จะพยายามขโมย เอ๊ย หาเรื่อง มาลง  ตอนหน้า บทสัมภาษณ์ละครหน้ากากเปลื่อยจ้ะ

edit @ 15 Mar 2010 15:20:33 by bannn-ta-thai

  Past Tales เรื่องเล่าที่มีความสุขกับดนตรีที่อบอุ่น

 

 


 

 

            วันนี้มีโอกาสได้มานั่งคุยแบบส่วนตั๊วส่วนตัวกับ 5 คนดนตรี แห่งวง Past Tales วงดนตรีแนวอะคูสติก  โซลเจ้าของเพลง คนในเพลงเหงาที่กำลังเป็นที่จับตามองอยู่ในขณะนี้  ด้วยการทำดนตรีที่แปลกแหวกตลาดไม่เหมือนใคร ทำให้เพิ่มความน่าสนใจได้มากเลยทีเดียว  5หนุ่มที่บอกว่าตัวเองเล่นดนตรีด้วยความสุขและอยากจะให้ทุกคนมีความสุข เราลองมาทำความรู้จักกับพวกเขาดูสักหน่อย   ไม่รู้ว่าตัวจริงจะแปลกเหมือนดนตรีที่พวกเขาเล่นหรือเปล่า...

 

 

 

ช่วยแนะนำตัวกันหน่อยว่ามีใครบ้าง

ก้อ  : อ่ะมีใครบ้างครับแนะนำกันก่อนเลยครับ ให้โซน เพอร์คัชัน แนะนำก่อนเลยครับ

ต้อม : ครับ ต้อมครับ เล่น เพอร์คัชัน ต่อไปให้โจ้เล่นเพอร์คัชัน แนะนำต่อเลยครับ อ่ะโจ้แนะนำตัว

ทุกคน : ฮ่า..

ก้อ : โจ้นี้เป็นน้องใหม่สุดของเราเลยนะครับ

โจ้ : ครับโจ้ เพอร์คัชัน ครับ (ยิ้ม)

ก้อ : คนต่อไปนี้สาวกรี๊ดมาก

แชมป์ : ครับ สวัสดีครับแชมป์คีย์บอร์ด  ครับ (ยิ้ม)

ต้อม : เปียนโนด้วย

ก้อ : ทุกอย่างแหละครับ อะไรจิ้มๆพี่แชมป์เล่นได้หมด 

โจ้ : จริงหรอพี่

ก้อ : อ่า.โอเคๆต่อไปพี่จิ๋ว

จิ๋ว : แนะนำกันครบแล้วหรอ   

ก้อ : จะครบแล้วพี่

จิ๋ว : อ่ะ ครับ ผมจิ๋วเล่นกีต้าร์ครับ

ก้อ : แล้วผมนะครับ ก้อครับร้องนำ

แล้วมารวมตัวกันได้อย่างไง

ก้อ : รวมตัวกันได้อย่างนี้แหละครับ

ต้อม : เราไร้สาระไปวันๆก็เลย เฮ้ย เล่นดนตรีเว้ย

โจ้ : ชีวิตเราต้องมีจุดหมายพี่

ก้อ : ก็เริ่มจากผมกับพี่จิ๋วก่อน เคยประกวดดนตรีด้วยกันตอนสมัยอยู่ ม. ธรรมศาสตร์  ชื่อวงกองทัพเห็ด พอเราประกวดปุ๊บดันชนะเลิศ ได้ทั้งระดับมหาวิทยาลัยพอไปแข่งระดับประเทศก็ชนะอีก  พอชนะปุ๊บได้แชมป์เสร็จปุ๊บ แน่นอนวงเรา

ก้อ : จิ๋ว :  แตก

ทุกคน : ฮ่า..

ต้อม : ตอนนั้นผมยังไม่เล่ยดนตรีเลย ยังไปนั่งดูวงกองทัพเห็ดเล่นอยู่เลย

จิ๋ว : อ๋อ ไอ้คนที่มาโยกหัวข้างหน้าเวทีนั้นหรอ

ทุกคน : ฮ่า..

ต้อม : พอวงแตกปุ๊บ ก้อก็ติดเอเอฟไป

จิ๋ว : ใช่ ๆ ก้อติดเอเอฟทุกคนก็แยกย้ายกันไป

ก้อ : พอเราออกจากเอเอฟ เราก็ตัดสินใจแล้ว เพราะว่าเราเต้นมาเยอะแล้วเราจะเลิกแล้วเราน่าจะเอาดีทางอื่น

จิ๋ว : ก็เลยชวนคนที่หน้าตาแบบบอยแบนด์มา

ก้อ : ใช่   เฮ้ย

ต้อม : ต้องลำซิ่ง ฮ่า..

 


 

ก้อ : เราก็มานั่งถามตัวเองว่า เฮ้ย กำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังทำสิ่งที่อยากทำอยู่จริงๆหรอ เราก็ตอบเลยว่าใช่เราอยากเป็นศิลปิน แต่คราวนี้เราจะเดินทางไงต่อ จะให้เราไปเป็นบอยแบนด์มันก็ไม่ใช่แล้ว แต่ความฝันหนึ่งที่เรายังไม่ทำให้มันเป็นจริงเลยก็คือ เราอยากมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง

ต้อม : ก่อนติดเอเอฟก้อเคยเล่นดนตรีที่ร้านคอฟฟี่พีซด้วยนี้

ก้อ : ใช่ๆ เป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งที่เราลืมเล่าตลอดเลยต้องขอบคุณพี่ต้อม  ร้านคอฟฟี่พีซ เป็นร้านที่ให้โอกาสคนที่ไม่รู้จักอะไรอย่างเรา  ตอนนั้นเราก็เล่นเปียนโนแล้วเราก็อยากร้องเพลง แล้วพี่จิ๋วก็ชวนเราไปเล่นที่ร้านนี้  ซึ่งก็เปิดโลกดนตรีให้กับเราในขณะที่เราเล่นเปียนโนแล้วก็ร้องเพลงไปด้วยมันทำให้เรามีความสุข  ตอนนั้นเราเล่นไม่เก่งแทบเล่นไม่เป็นเลยด้วยซ้ำแล้วเราก็หัดเล่นเราอยู่กับมันวันละสิบชั่วโมงได้แล้วเราก็ไม่ไปเรียนวิศวะนั่งเล่นเปียนโนวันละสิบชั่วโมง แล้วเราก็แบบเราอยู่กับมันได้  แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้อยากให้คนอื่นๆทำตามนะมันอาจจะเป็นโชคชะตาของเรา อันนี้ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยน  เป็นร้านที่ทำให้เรามีความสุขกับการเล่นดนตรีให้เรารู้ว่าเราอยากจะทำอะไร

จิ๋ว : คือร้านนี้เล่นอะคูสติก ก็ไปเล่นกันสองคนกีต้าร์กับเปียนโน แล้วก้อก็ติดเอเอฟไป

ก้อ  : แล้วกลับมาเราก็อยากจะตั้งวง แล้ววงเราเป็นอะไรที่ค่อนข้างเดสทินี่มากๆเลยนะ  เราไปบังเอิญเจอพี่จิ๋วที่ร้านที่พี่จิ๋วเล่นอยู่ พอเราไปเจอพี่จิ๋วแล้วไฟเดิมๆมันกลับมา เราก็เลยชวนพี่จิ๋วมาเล่นด้วยกันแต่เราก็รู้สึกว่าสองคนมันยังไม่ใช่วง ตอนนั้นพี่จิ๋วมีคำถามที่ถามเราว่าเราจะเล่นดนตรีไปเรื่อยๆเล่นเพลงคนอื่นไปเรื่อยๆแบบนี้หรือเราไม่เล่นกลางคืนแล้วออกมาทำเพลงเองซึ่งสองทางนี้มาต่างกันมากแล้วเราก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง แล้วเรากับพี่จิ๋วก็ตัดสินใจเลือกทางที่ยาก ก็คือเราตัดสินใจที่จะมีเพลงของตัวเอง แต่แค่เรากับพี่จิ๋วมันก็ยังไม่เป็นวงอ่ะ

จิ๋ว : เหมือนขาดสิ่งที่เรียกว่าจังหวะ เราก็เลยชวนมือคีย์บอร์ด

ก้อ : คีย์บอร์ดเกี่ยวอะไรกับจังหวะ

จิ๋ว : ก็ทำเสียงตึกโป๊ะตึกตึก ไง

ก้อ : ต้องบอกเลยว่าพี่แชมป์ได้มาด้วยความบังเอิญมีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปเล่นคอนเสิร์ตเล็กๆ ก็มีเราแล้วก็พี่จิ๋วเราก็เลยอยากได้มือคีย์บอร์ดพี่จิ๋วก็เลยไปชวนพี่แชมป์มาเล่นในคอนเสิร์ต พอได้เจอกับพี่แชมป์แล้วทัศนคติทางดนตรีแล้วก็วิธีการเล่นดนตรีรู้สึกว่าไปด้วยกันได้ แล้วพี่แชมป์ก็โดนเราหลอกมาจนได้  ตอนนี้ก็มีสามคนแล้ว แต่มันยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจังหวะอย่างที่พี่จิ๋วบอก  เราก็เลยนึกถึงคนคนหนึ่ง ก็คือต้อมเราก็เลยโทรไปหาต้อม เพราะเราไม่อยากได้กลองเราอยากเป็นแบบอะคูสติกเราเลยอยากได้เพอร์คัชชัน

จิ๋ว : ก็เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเลย

ก้อ : “ฮัลโหลต้อม  (ทำท่าทางเป็นคุยโทรศัพท์)

จิ๋ว : “ว่าไง  (แสดงเป็นต้อมตอนคุยกับก้อ)

ทุกคน : ฮ่า..

ก้อ : “รู้จักคนที่เล่นเพอร์คัชชันเป็นไหม   ตอนนั้นโทรไปหาต้อมแต่ไม่ถามถึงต้อมเลย

จิ๋ว : แล้วต้อมก็ตอบมาว่า กูไง

ต้อม : ผมเนี้ยแหละ   ตอนนั้นคงคิดว่าเรายุ่งเลยถามมาว่ารู้จักใครที่เล่นเพอร์คัชชันไหมแนะนำให้หน่อยตอนแรกจะแนะนำโจ้พอดีตอนนั้นว่างอยู่

จิ๋ว : ตอนซ้อมด้วยกันครั้งแรกต้อมบอกว่าช่วยยกของหน่อย เราก็เฮ้ยจะมีอะไรมากมายแค่เพอร์คัชชันแต่ของทั้งหมดที่อยู่ในห้องซ้อมอยู่ในรถต้อม

ก้อ : แบบใช่เลยอ่ะ ต้อมเข้าใจในสิ่งที่เราอยากจะทำ

จิ๋ว : เราก็เลยหลอกล่อมาได้อีกคนนึง

ต้อม : ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าไปฟังช่วงนั้นที่เล่นดนตรีกัน  ช่วงนั้นพยายามจะทำเพลงกันแล้วก็เล่นร้านไปด้วย

จิ๋ว : เลิกเล่นร้านเพื่อจะมาทำเพลงพอรวมวงได้ก็กลับไปเล่นร้านอีกครั้งนึง

ก้อ : เรารู้สึกว่าเรายังมีประมบการณ์ไม่พอที่จะรวมวง  แบเราเจอกันแค่นี้มันยังไม่พอเราต้องซ้อม

ต้อม : ซ้อมด้วยกันบ่อยๆเล่นด้วยกันบ่อยๆ ไปเล่นด้วยเครื่องดนตรีเท่านี้ในสถานที่ต่างๆ

ก้อ : พอวันหนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่าเราหยุดเถอะเราพร้อมแล้วกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่อ่ะ เราก็เลยมารวมกันแล้วมีเพลงขึ้นมา

ต้อม : ต่อไปโจ้

ก้อ : โจ้เนี้ยเข้ามาหลังสุดเลยหลังจากที่เรามีซิงเกิลแรกออกมาแล้ว  แล้วทุกครั้งที่เราออกไปเล่นที่ไหนอ่ะเรารู้สึกว่ามันยังไม่เต็ม

ต้อม : คือเพอร์คัชชั่นไม่ค่อยเน้นขาแล้วมีอยู่แค่สองมือพอเจอเวทีใหญ่มากๆเข้า แล้วมีอยู่แค่สองมือ ก็เลยมีเพิ่มอีกสองมือดีกว่า

ก้อ : แล้วเราไม่รู้ว่าโจ้เล่นดีหรือเปล่า แล้วเจอกันครั้งแรกเหมือนมันเป็นโชคเพราะโจ้เองก็เป็นคนตั้งใจ ต้องบอกเลยว่าเราชอบใครความตั้งใจแล้วก็มุ่งมั่นที่ตัวเองจะเก่งขึ้น เราก็เลยรู้ว่าเฮ้ย ลองมาเล่นด้วยกันดูก็เลยชวนโจ้ไปเล่นที่งานแฟตด้วยกันที่เชียงใหม่หลังจากนั้นมาก็โดนหลอกอยู่ยาวเลย

โจ้ : เยี่ยมไปเลยพี่

ก้อ : แล้วในซิงเกิลที่สองก็จะมีโจ้มาช่วยตีอีกคนนึง

แล้วชื่อวงละ มีความหมายว่าอะไร เกี่ยวอะไรกับสี  Pastel  หรือเปล่า

โจ้ :  สู้ตายเลยพี่ เอาเลย

 


 

ก้อ : อ่า ครับสำหรับวงของเรา บอดี้แสลมก็ดีใจมาก  อ่ะจึ๋ย

ทุกคน : ฮ่า....

ก้อ : เข้าเรื่องๆ ความหมายของชื่อวงนะ ก็คือ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Past Tales เป็นคำพ้องเสียงครับ  เหมือนกับสิ่งที่เราน่าจะรู้จักกันดีนั้นก็คือ สี Pastel  เป็นสีที่แบบอบอุ่น เหงาๆ  เราก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ดนตรีเราจะเป็นแบบเนี้ย เราก็เลยรู้สึกว่าใช่  แต่ทุกครั้งเวลาที่เราแต่งเพลง ทุกครั้งที่เราเขียนเพลงอ่ะ  ก็จะเขียนมาจากเรื่องเล่าที่เราเคยเจอมามันเป็นประสบการณ์ของเราเอง มันเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วของเรา มันก็เลยออกมากเป็นคนพ้องเสียงเสียง Past  แล้วก็ Tales ที่แปลว่าเรื่องเล่า  ก็เลยเอาสองคำนี้มารวมกันแล้วก็มีความหมายคลายๆกับชื่อสีด้วย

ต้อม : คือดนตรีมันจะอุ่นๆ แต่ว่า เวลาเขียนจะเขียนว่า  Past Tales มันเป็นวิธีการแต่งเพลง โดยการที่เราเรื่องที่ผ่านมาแล้วมาเล่า ก็เลยแปลได้ว่า เป็นดนตรีอุ่น ๆกับวิธีการแต่งเพลงของเรา

ก้อ : พี่จิ๋วตอบหน่อยครับว่าคืออะไร เพราะพี่จิ๋วจะมีนิยามเกี่ยวกับชื่อวงเรา

จิ๋ว : คือพวกเราทุ่มสุดตัวก็เลยตั้งชื่อวงว่าบอดี้แสลมครับ

ทุกคน : เฮ้ย ไม่ใช่ ฮ่า...

ปัญหาในการทำงานละมีอะไรหรือเปล่า

ก้อ : คือต้องบอกไว้ก่อนว่าพวกเราทุกคนไม่ได้เล่นดนตรีกันแค่อย่างเดียวทุกคนมีงานประจำบางคนมีเรียน อย่างต้มนอกจากเล่นดนตรีก้ยังมีธุรกิจของตัวเอง มีหนังสือเป็นของตัวเอง แล้วก็เรียนด้วย   พี่แชมป์ก็เป็นคนนึงที่เรียนแล้วก็ต้องดูแลห้องอัดของตัวเอง  แล้วก็เป็นห้องอัดที่พวกเราใช้ทำงานกันด้วย   โจ้ก็เป็นคนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยอีกคนนึง  โจ้มาเล่นดนตรีกับเราจนบางครั้งกลับไปที่ออฟฟิตจะมีคนมานั่งทำงานแทน  แล้วก็พี่จิ๋วนี้สุดยอดมากเลยทำงานไปด้วยแล้วคนที่ทำงานยังไม่รู้เลยว่าพี่จิ๋วเล่นกีต้าร์เป็น

จิ๋ว  : คนที่บริษิทยังไม่รู้เลย

โจ้ : ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเป็นวงนะ แต่ไม่รู้ว่าเล่นกีต้าร์เป็น ไม่รู้อะไรเลย

จิ๋ว : ขนาดเพลงติดชาร์ตแล้วยังไม่รู้เลย

ต้อม  พี่จิ๋วก็จะมีห้องซ้อมดนตรีอยู่ที่ ม. ธรรมศาสตร์รังสิด้วย มีคาราโอเกะมีอินเตอร์เน็ตด้วย

ก้อ : ตอนนี้ศาลกำลังตัดสินยึดทรัพย์พี่จิ๋วเพราะทำงานเยอะเหลือเกิน

จิ๋ว : ใช่ๆ ฮ่า...

ก้อ : ส่วนเราก็โชคดีหน่อยเพราะงานกับเรียนดันมาตรงสายพอดีแล้วเราก็มีเวลาค่อยข้างเยอะให้กับงานของเรา  แล้วเราก็เหมือนเป็นกาวที่คอยยึดเหนี่ยวคนในวง

จิ๋ว : เวลาจะนัดซ้อมก็คือไอหมอนี้

ก้อ : แต่พวกเราโชคดีที่พวกเราเชื่อมั่นในกันและกัน  ถึงเราจะไม่เวลาแต่เราเชื่อว่าพอถึงเวลาแล้วพวกเราทำได้  เพราะพวกเรารู้จักกันมาก่อน  เลยสามารถทำให้เราคุยกันได้ทุกเรื่อง

ต้อม : แบบไอ้นี้ก็ชอบอะคูสติก ไอ้นี้ก็พอเข้าใจว่าซาวด์เป็นไง ไอ้นี้ก็พอจะรู้ว่าอะคูสติกจะใส่อะไรอะไรให้มันดูสวยงามขึ้น

ก้อ : พวกเราไม่ได้เล่นดนตรีด้วยความอยากดังแล้วเราเล่นดนตรีด้วยความสุข วันนึงเรามีเพลงแล้วเรามีความสุขเราก็อยากที่จะถ่ายทอดความสุขนี้ไปให้คนอื่นๆ แล้วเราโชคดีที่ซิงเกิลแรกมีคนชอบมันก็เลยทำให้เรามีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นมาก

แล้วกระแสตอบรับกับซิงเกิลแรกที่ปล่อยไปเป็นอย่างไงบ้าง

ต้อม : ก็อย่างที่บอกไป มันดีมาก

ก้อ : เราดีใจมากเราเป็นแค่วงหน้าใหม่วงหนึ่งอ่ะ  ตอนนี้ต่างจังหวัดก็ชอบเพลงเรามากเราไปเล่นที่เชียงใหม่มาเพลงเราก็ติดชาร์ตท๊อปไฟว์ที่เชียงใหม่ด้วย พอไปชลบุรีเพลงเราก็ขึ้นอันดับสองเลย ตอนนี้ที่ภาคอีสานก็ค่อยๆขึ้นมา  

ต้อม : ตอนแรกเราไม่ได้กะให้เป็นขนาดนั้น

ก้อ : ใช่เราไม่ได้กะไว้เลยแค่มีคนฟังเพลงของเราเราก็ดีใจมากแล้ว  เราบอกเสมอถ้าชอบให้บอกต่อด้วย   เราพูดตรงๆว่าเราไม่มีความมั่นใจว่าเพลงของเราจะดังเราแค่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดีกับตัวเรามันดีกับวงเราและมันน่าจะดีสำหรับทุกๆคนที่ได้ฟังด้วย  เราก็เลยอยากจะบอว่าถ้าใครชอบขอให้บอกต่อ  วันนี้มันก็ได้เปิดในหลายๆที่เราดีใจมาก แม้แต่ seed ก็เปิดเพลงของเราเราดีใจมาก

แล้วแบบนี้ไม่คาดหวังอะไรเลยหรอ

ก้อ : เรียกว่าไม่คาดหวังอะไรเลยดีกว่า  อย่างที่บอกเราทำเพลงเพราะเรามีความสุขที่จะทำแล้วก็ไม่คิดว่าเราจะต้องมากดดันตัวเองด้วยเรื่องชื่อเสียง  ถ้าเราคาดหวังแล้วเราดังมันก็แค่เราดังอ่ะแต่ถ้าเราไม่คาดหวังแบบนี้พอมีคนฟังเพลงเรามันแบบสุดยอดๆอ่ะ

 

 

 

ต้องทำเพลงเองแบบนี้ก็ต้องที่ส่งเดโมเทปด้วยซิ ทำอย่างไงกันหรอ

 

ก้อ : ใช่ๆ ตอนนั้นเราทำไว้หลายเพลงมาก   เราเคยไปเสนอทีนึงแล้วแค่เขาก็เหมือนไม่ชอบ 

ต้อม :  แต่ที่ว่าเสนอค่ายก็มีอยู่ค่ายเดียวเพราะว่าก้อก็ยังติดสัญญาอยู่ที่ทรู   ตอนนั้นเขาเรียกเอเอฟทุกคนเข้าไปคุย ก้อก็เข้าไปคุยเรามีเพลงเราแล้วเอาเดโมมาให้ฟังด้วย

ก้อ : ตอนนั้นพร้อมจริงๆ   พอทำเดโมคนในเพลงเหงาเสร็จปุ๊บนะเราก็ค่อนข้างมั่นใจกับซิงเกิลนี้   เราไม่ได้มั่นใจว่ามันจะดังนะแต่เรามั่นใจว่ามันน่าจะผ่านอย่างน้อยๆเขาน่าจะเชื่อมั่นใจสิ่งที่เราทำ   เราก็ไม่กล้าเอาไปให้ตรงๆหรอก  เราก็เอาไปฝากว่าน (ธนกฤต พานิชวิทย์)  เราก็ต้องขอบคุณว่านด้วยว่านเป็นเหมือนคนที่เปิดมุมมองใหม่ๆ  เพราะว่านก็เป็นคนแต่งเพลงเอง ร้องเพลงเองทำเองทุกอย่าง

ต้อม : ใช่ๆว่านเก่งมากๆ

ก้อ : พอว่านฟังแล้วว่านก็แบบ เฮ้ยก้อดีว่ะ เราก็แบบเฮ้ยดีหรอว่ะ ว่านก็บอกเดี๋ยวจะเข้าบริษัทิจะเอาไปให้พี่เขาฟังดู แต่เราก็บอกว่าจะดีหรอว่ะแต่ใจนี้ดีๆๆ ฮ่า... และเหมือนพระเจ้าช่วยเราด้วยแหละเพราะคนที่ฟังเขาชอบแล้วเขาก็ถามว่านว่าเพลงใครว่านก็บอกว่าเพลงก้อแล้วเขาก็ถามกลับมาว่าก้อนี้ใครว่ะ  แล้วเขาก็เลยเรียกเราเข้าไปคุย  แล้วก็บอกว่าเราอยากทำเป็นวง  เพราะมันจะมีปัญหาตรงที่ว่าเอเอฟไม่เคยทำเป็นวงมาก่อน

ต้อม : ตอนนั้นก็จะเป็น ก้อ  แอนด์ เดอะ พาสเทล

ก้อ : สุดท้ายก็คุยกับบริษัทจนเขายอม  ตอนแรกบรัทก็จับตามองไม่ใช่เพราะน่าสนใจนะแต่ดุว่าจะดังหรือเปล่า   แล้วว่านก็แนะนำพี่โตน  วงโซฟา (จักรธร ขจรไชยกูล)  ว่านก็เอาเดโมไปให้พี่โตนฟังก็อีกนั้นแหละพี่เขาก้บอกว่าดีและก็ถามอีกว่าก้อไหน  พี่โตนกับว่านก็เลยช่วยกันแล้วก็มาเป็นเพลงคนในเพลงเหงาในปัจจุบัน  แล้วสิ่งที่เราภูมิใจก็คือเราอัดเพลงนี้กันเองไม่ได้ให้คนอื่นมาเล่นแทน

ต้อม :มันเป็นเรื่องยากด้วยแหละว่าที่จะให้คนอื่นอัดให้  เพราดนตรีที่เราทำอยู่มันค่อยข้างจะเป็นของใหม่เหมือนกัน  ไม่ค่อยมีใครเล่นกันแบบนี้เล่นเพอร์คัชชัน กีต้าร์ คีย์บอร์ด แล้วก็ร้อง

โจ้ : ผมว่าไม่มีเลยมากกว่า

ต้อม :เพราะคนที่จะมีประสบการณ์ในการอัดแบบนี้มีน้อยมาก อย่างที่บอกมันค่อนข้างจะใหม่และคนที่จะเข้าใจก็ต้องเป็นคนเล่น  และก็เป็นความโชคดีอีกอย่าง คือเรามีคนมาช่วยเยอะด้วย ก็มีว่านพี่โตน  และอีกคนก็คือเควิน มือกลองวง เดอะ บีกินส์

ก้อ : พอทำเพลงนี้จบแล้วพี่โตนก็แบบท่อนโซโลเปียนโนเขาอยากได้อะที่มันมีสีสันมากกว่านี้พี่โตนก็เลยอยากได้เสียงคนพูด  พี่โตนก็ให้ไปแต่งมาว่าอยากพูดอะไร  เราก็เลยแบบ พี่จะให้ผมพูดเนี้ยนะ  สวัสดีครับผมก้อและพวกเราวงพาสเทลนะครับ  พวกเราดีใจมากเลยนะครับ

ทุกคน : ฮ่า...

 ก้อ : เราก็แบบไม่น่าจะเหมาะนะ

ต้อม : พี่เควินเขาก็จะร้องคอรัสให้พี่บี พีระพัฒน์บ้าง

โจ้ : เพลงไม่เหลืออะไรจะเสีย

ก้อ : เราก็ได้มือโปรอีกคนที่มาช่วยเราก็เนี้ยพี่เควินที่มาพูดให้เราในท่อนโซโล่เปียนโนให้เรา

ต้อม : เราก็บอกว่าพี่เควินว่าช่วยอัดให้เราหน่อยได้ไหมเควินก็อัดให้เราเลยเดี๋ยวนั้นเลย แต่งเนื้อสดเลยนะ

 

 


 

จุดขายของ Past tales ละคืออะไร

โจ้ : เราเต้นครับ

ทุกคน : ฮ่า ใช่ครับเราเต้น

ก้อ : คือเราต้องการเป็นวงบอยแบนด์ที่เล่นดนตรีวงแรก   ฮ่า..

โจ้  : Y – M – C – A ~~~

ทุกคน : ฮ่า...

ก้อ : เฮ้ย ไม่ใช่  ฮ่า..   อย่างที่บอกคือผมมีความตั้งใจอย่างนึงแล้วก็เชื่อว่าทุคนในวงมีความตั้งใจเหมือนกันว่า เราชอบดนตรีอะคูสติกเราชอบอะไรที่เป็นแบบโฟล์คซองง่ายๆ  สบายๆ

ต้อม : ไม่สบายนะ ง่ายแต่ไม่สบาย ฮ่า..

ก้อ : พี่โดนก็ยังบอกว่าสิ่งที่เรานะมันยากนะ  แต่เราก็ตั้งใจไม่มีอะไรยากเกินที่เราจะทำ

ต้อม : พี่โตนเขาก็นิยามดนตรีของเรา  เพราะตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเราจะเรียนมันว่าอะไรดี  พอพี่โตนมาฟังในห้องซ้อมแล้วพี่โตนก็บอกว่า อ๋อ อะคูสติดโซล  คืออะคูสติกเป็นอะไรที่อันปลั๊กอ่ะ  ไม่ได้ใส่เอฟเฟคที่หวือหว่า  แล้วมันก็เป็นเครื่องดนตรีที่มาจากไม้เกือบหมดอ่ะ

 


 

แรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีละ

ก้อ : ของแต่ละคนเลยนะ

ต้อม : เดี๋ยวหาแรงบันดาลใจก่อน

ก้อ : ในที่สุดพี่แชมป์ก็จะได้พูดแล้วครับ

ทุกคน : ฮ่า... งั้นพี่แชมป์ก่อนเลย

แชมป์ : แรงบันดาลใจของผมก็คือผมเล่นดนตรีเพราะผมอยากสรรเสริญพระเจ้านั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเล่นดนตรี  เพราะผมเป็นคริสเตียนแล้ววิธีการที่จะสรรเสริญพระเจ้า  เหมือนกับการที่เรารักใครสักคนเราก็จะให้ดอกไม้แล้วคริสเตียนเขาจะร้องเพลงกันก็เลยทำให้เราเริ่มเล่นดนตรี  แรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีก็คือสรรเสริญพระเจ้าครับ

จิ๋ว : ครับผมจิ๋วนะครับก็แรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีของผมก็คือสรรเสริญพี่แชมป์

ทุกคน : ฮ่า..

จิ๋ว : เมื่อก่อนดนตรีมันก็มีความหลากหลายไม่ใช่น้อยๆ  พอเราได้ฟังเพลงของสากลแล้วมันแบบเออมันมีอะไรมากกว่า  ตอนนั้นชอบมากเลยคือวง เนอร์วาน่า ( Nirvana)  เนอร์วาน่าก็เป็นเหมือนวงที่ทำให้เราเริ่มเอากีต้าร์มาเล่น  แล้วเราก็ชอบมากเลยโดยเฉพาะเคิร์ท โคเบน ร้องนำและ เมื่อก่อนที่เล่นกีต้าร์มันจะยากตรงคอร์ดทาบมือกีต้าร์ แล้วมีคืนนึงฝันว่าเคิร์ท โคเบน มาสอนกีต้าร์ให้แล้วหลังจากวันนั้นไม่น่าเชื่อเลยว่ากจับคอร์ดทาบได้  คอร์ดทาบต้องบอกก่อนเลยว่าถ้าจะทำได้ต้องหัดฝึกนานมาก  คอร์ดทาบมันทรมานมากเล่นยากกดไม่ได้ พอได้   เคิร์ท โคเบน มาสอนให้ในฝัน ตื่นมาเล่นได้เลย

โจ้ : มีข้อนิ้วเพิ่มมาสองข้อ

ทุกคน : ฮ่า...

จิ๋ว : แต่หลังจากนั้นก็ไม่มาหาอีกเลย ฮ่า...   ตอนนั้นเราก็หัดเล่นดนตรีร็อคก่อน   ตอนนั้นก็วัยรุ่นก็เล่นอะไรมันๆ  แล้วก็เล่นมาจนถึงทุกวันนี้

โจ้ : ก่อหน้าที่มาเล่นดนตรีก็คือร้องเพลงมาก่อน   แล้ววงที่เป็นแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีเลยก็คือวงบีจีส์ (Bee Gees ) มาก แล้วโดยส่วนตัวตัวแนวเพลงแบบดิสโก้อะไรแบบนี้  พอมาเข้าชมรมโฟรค์ซองก็มาเจอกับพี่ก้อพี่ต้อม  ก็เลยเริ่มมาเล่นเพอร์คัชชันมาหัดกลองบ้างหัดเขย่านู้นนี้บ้าง พอเล่นแล้วก็เลยรู้สึกชอบแล้วก็เลยมาจนถึงทุกวันนี้  เพราะเวลาเล่นแล้วรู้สึกมีความสุข

ต้อม :  เราเริ่มเล่นดรตรีช้า  แต่พี่ฟังดนตรีมานานมากแล้ว

ก้อ : เริ่มเล่นเมื่อวาน ฮ่า..

โจ้ : ช้าไป

ต้อม : เอางี้ เริ่มเล่าเพอร์คัชชันช้า  แต่เครื่องดนตรีก็เคยเล่นมาเกือบหมดแล้ว  ก็จะมีแซ็กโซโฟน ,กีต้าร์ ,ไวโอลิน  ก็หาตัวเองมานาน ไม่รู้เพราะอะไรแต่เป็นคนชอบฟังเพลงมานานแล้ว  ตอน ม.ต้นฟังดนตรีคลาสสิก  พอ ม.ปลายก็เจอเพื่อนๆเล่นดนตรีเยอะ  แล้วไม่มีใครเล่นคลาสสิกก็มีแต่ร็อคก็เลยชอบเพลงร็อคไปด้วยแต่ว่าหาตำแหน่งลงไม่ได้เราก็เลยไปนั่งฟัง  แล้วช่วงนั้นแรงบันดาลใจคือ สลิปน็อต (Slipknot )  แต่ก่อนก็มรู้นะว่าดนตรีพวกนี้มีอิทธิพลต่อเราขนาดไหน   เมทัลหรืออะไรแรงๆหนักๆมันเป็นเพลงที่ดีจริงนะทำมาแล้วถึงฟิวมาก ถึงแม้เราไม่ได้ทำพวกนั้นในปัจจุบันอย่างน้อยมันก็ทำให้เราฉีกตัวเองออกมาฟังดนตรีที่คนเขาไม่ฟังกัน   แล้วหลังจากนั้นชีวิตเป็ยแบบนั้นหมดเลยพยายามฟังอะไรที่คนเขาไม่ฟังอ่ะ  แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยมาแล้วก็ฟังแจ๊สเพราะอยู่ชมรมโฟล์คซองด้วยตอนนั้นคนก็ยังน้อยเราก็เลยไปร้อง  พอคนร้องเยอะเราก็ไม่รู้จะทำอะไรแต่ก็ยังอยากอยู่ในชมรมตอนนั้นเพอร์คัชชันยังไม่มีอะไรเลยนะจะมีบองโก้กับไข่อ่ะ  แต่บองโก้ไม่มีใครตีเป็น  เราก็เลยนั่งเขย่าไข่ไปก่อนอยู่เดือนนึงแล้วก็กลายเป็นคนเดียวที่เขย่าอะไรพวกนี้ได้  ก็เลยโดนดันจากนักร้องมาสู่เพอร์คัชชันทันที  ตอนนั้นอยากลาออกจากชมรมมาเพราะเล่นเพอร์คัชชันไม่เป็นเลยเพราะเป็นคนถือเรื่องนี้มากว่าถ้าเบสิกไม่ดีหรือเล่นไม่เป็นอย่าเล่น  จริงๆเริ่มเล่นเพอร์คัชชันตอนปี 4

โจ้ : ผมเล่นตอนประมาณปี 2

ต้อม : ตอนนั้นรู้อะไรมาก้จะมาสอนโจ้เลย  แต่แรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีแนวร้องก็จะเป็นพี่แจ้ เป็นผู้หญิงที่ร้องเพลงได้ประมาณ รัดเกล้า   อามระดิษ พี่คนนี้ทำให้เราเปิดดนตรีใหม่เลยทำให้รู้สึกฟังดีขึ้นมาถึงแม้ผีมือการร้องไม่ได้ดีขึ้นมาก  เพราะฉนั้นว่าแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีก็คือดนตรี  มันไม่มีอะไรเลยก็แค่ได้ฟังดนตรีดีๆแล้วอยากทำอย่างนี้ให้ได้บ้างจบ 

ก้อ : อย่างที่บอกเราเริ่มมาจากเราไม่รู้อะไรเลย  เราเล่นกีต้าร์เพราะโดนพ่อบังคับ เพราะตอนเด็กๆเราอยากวาดรูป   บางครั้งเราจะเจออะไรสักอย่างไม่จำเป็นที่เราจะต้องเจอจากการที่เราตั้งใจไปสัมผัสมัน  เพราะเราก็โดนบังคับเราเล่นประมาณ 4 ปี  แล้วเราก็รู้ว่าเราไม่อยากเล่นเพราะกีต้าร์มันไม่ใช่แล้ว  แล้วมีอยู่วันนึงเพื่อนเขาก็ตั้งวงกันแล้วรู้สึกว่าเราอยากไปแจมด้วยจังเลยแต่เราเล่นอะไรไม่เป็นเลยนอกจากกีต้าร์แล้วก็อิเล็กโทน   เราเลยต้องเลือกสักอย่างระหว่างสองอันนี้เราก็เลยเลือกอิเล็กโทนแล้วก็มาหัดเอง  ตอนนั้นเราเริ่มเห็นประโยชน์ของมันแล้วว่าเล่นดนตรีแล้วสาวกรี๊ดอ่ะ  เราก็เล่นดนตรีแล้วมีคนชอบเราก็มีความสุขไง  พอจบ ม. ปลายทุกคนก็แยกย้ายกันไปเราก็มาเรียนวิศวะเพราะพ่ออยากให้เรียน  ตอนนันเราไม่รู้เลยนะว่าเราชอบอะไรแต่ก็วิศวะก็ได้โตไวมีตังค์  จุดเปลี่ยนเลยก็ตอนที่เรามาเจอพี่จิ๋วตอนที่เราได้ประกวด  แล้วเราก็ได้มาเล่นที่ ร้านคอฟฟี่พีซอย่างที่บอกร้านนี้เป็นจุดเปลี่ยนของเราอีกแหละเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนว่านี้แหละเราเลยมันทำมห้เรามองเห็นตัวเองว่าเราอยากทำอะไรจริงๆ  ซึ่งก็คือดนตรีนั้นเอง เราก็หัดแล้วอยู่กับมันเป้นสิบๆชั่วโมงเราก็เลยถามตัวเองว่าหรือเราอยากจะเรียนดนตรีว่ะแล้วการที่เราติดเอเอฟก็ทำให้เรามั่นใจว่านี้แหละเราต้องดนตรีแล้วแหละ  แล้วถ้าพูดถึงเป็นศิลปินนะมีอยู่สองคน คนแรกเลยก็คือพี่โจ้ วงพอส  เป็นคนที่เราอยากเจอเขามากเราแค่อยากเจอเขาแล้วบอกว่าพี่ผมร้องเพลงเพราะพี่  แล้วอีกคนที่ทำให้เราอยากร้องเพลงก็คือ พี่บี พีระพัฒน์

 


 

 

สุดท้ายให้ฝากผลงานกันหน่อยค่ะ

 

ก้อ : ฝากผลงานหรอครับ ก็อยากให้ทุกคนได้มีความสุขกับสิ่งที่พวกเราทำเพราะพวกเรามีความสุขที่ได้ทำมันมากๆอยากจะส่งต่อความสุขไปอยากให้มันไปถึงทุกๆคน   เราไม่ได้คาดหวังให้เพลงเราดังเราคาดหวังว่าทุกคนจะฟังเพลงเรา

แชมป์ : มันคือของขวัญมันคือสิ่งดีๆอย่างหนึ่งที่เวลาเราเปิดออกมาแล้วเราจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เราดีใจที่ได้ยินได้รับมันเราอยากทำให้มันดูมีค่า

ก้อ : ก็คือเพลงที่พวกเราทำมันก็เป็นเหมือนของขวัญและของขวัญนี้ก็จะส่งต่อไปถึงทุกๆคน

แชมป์ : คือเราอยากให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำเราตั้งใจและเราประดิษฐ์ประดอยกับมันเราใส่ใจกับมันหวังว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้

จิ๋ว : เดี๋ยววันนี้เราก้ทำซิงเกิลที่สองกัน   เสร็จเมื่อไหร่ก็ฝากด้วยนะครับช่วยกันติชมด้วย

ทุกคน : ขอบคุณครับ

 

                5 หนุ่มวง  Past Tales นี้ไม่ได้สร้างแค่เสียงดนตรีอย่างเดียวจริงๆ แต่ทั้ง 5 หนุ่มยังสร้างเสียงหัวเราะและแง่มุมทางดนตรีดีๆให้เราอีกด้วย  การเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงของพวกเขาคงจะทำให้เราเรามีความสุขได้มากขึ้นจริง ๆ ว่าแล้วก็ขอไปเปิดเพลง คนในเพลงเหงา ฟังอีกสักรอบแต่ถ้าใครยังไม่เคยฟังขอแนะนำให้ไปหาฟังอย่างด่วนที่สุด 

 

 


 

         

เราไม่มีความมั่นใจว่าเพลงของเราจะดังเราแค่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดีกับตัวเรามันดีกับวงเราและมันน่าจะดีสำหรับทุกๆคนที่ได้ฟังด้วย 

 

edit @ 3 Mar 2010 07:11:19 by bannn-ta-thai

 เส่ง ทรงวิทย์ กับโลกสังคมคนเมือง

 

                วันนี้อากาศไม่ร้อนมากนัก แต่ใจฉันรู้สึกมันจะร้อนมากกว่า เพราะว่าวันนี้ ฉันต้องมานั่งคุยกับนักวาดชื่อดังอย่าง พี่เส่ง  ทรงวิทย์ สี่กิติกุล เจ้าของการ์ตูน โลกของเรา ที่นี่มีชีวิต และร่วมเขียนอีกหลายเล่มในเครือ สำนักพิมพ์ฟุลสตอป อาทิเช่น walking, Bangkok และอีกมากมาย  เที่ยงแล้ว ฉันรีบเดิน เพื่อให้มาถึงที่นัดหมายของเราไวที่สุด

                หอศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ คือที่นัดหมายของเราวันนี้ ฉันเดินเข้ามาก็รู้สึกจิตใจจะเย็นขึ้น พี่เส่งเดินมาพร้อมอุปกรณ์วาดภาพ เขาว่ากันว่า ศิลปะมักทำให้คนเย็นลง ฉันว่า ตอนนี้แค่ฉันเห็นคนสร้างงานศิลปะ ฉันก็รู้สึกเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ

                นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสพูดคุย กับนักเขียนการ์ตูนท่านนี้ ฉันเคยพบพี่เค้าในงานของสำนักพิมพ์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ครั้งนั้นเราพบกันในฐานะ เพื่อนร่วมเครือข่ายบล็อก และแฟนหนังสือการ์ตูน แต่สาเหตุที่ครั้งนี้ฉันตื่นเต้นกว่าครั้งก่อนอีกร้อยเท่า เพราะฉันต้องมานั่งคุยแบบเอาเรื่องนี่ล่ะ

 


 

                พี่เส่งชวนเราขึ้นมานั่งที่ชั้น 5 พี่เส่งบอกว่า ที่นี่เงียบดี งานหลายๆงาน สร้างได้เพราะสมาธิ และความเงียบก็เป็นหนึ่งตัวแปลในนั้น เราเริ่มคุย พี่เส่งบอกว่า พี่ชอบมาเขียนงาน คิดงานที่นี่ มันเงียบดี ฉันองก็คิดอย่างนั้น ฉันมองออกไปข้างนอกกระจกเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างแต่งตัวแปลกๆ บางคนก็เป็นสาววัยทำงาน ทำให้ฉันแอบร้องอ๋อขึ้นมาในใจ ว่าทำไมพี่เส่งถึงเลือกที่นี่เพื่อมาเขียนงาน

                ฉันเชื่อนะว่า คนที่วาดการ์ตูนเป็นอาชีพ ส่วนใหญ่ เขาต้องรักการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ถึงว่าสิ ฉันนึกย้อนไปถึงฉันตอนเด็ก ฉันเขียนอะไรก็ไม่รู้เป็นภาษาต่างดาวไว้เยอะแยะไปหมด พี่เส่งบอกว่าตั้งแต่พี่เค้าจำความได้ก็เริ่มเขียนนู้นเขียนนี้ เขียนตั้งแต่อนุบาลแต่ก็เขียนไม่เป็นเรื่องเป็นราวฝาบ้านก็มีเขียน ฉันว่ามันดูเป็นกลไกที่น่ารักนะ การได้ฝึกวาดมาตั้งแต่เด็ก แม้จะเป็นในคาบเรียนก็เถอะ แต่พอมานึกย่อนไป อาจจะเป็นเพราะวันนั้นที่ไปเริ่มเขียนฝาบ้านก็ได้ จึงทำให้มีวันนี้

                พี่เส่งบอกว่าที่เริ่มมาวาดแบบจริงจังน่าจะเป็นเพราะมีเพื่อนวาดด้วย ยิ่งพอไปเจอเพื่อนแล้วเพื่อนวาดเก่งแกบอกว่า “เราอ่ะวาดแค่วงกลมๆแต่เพื่อนใส่รายละเอียดเราก็เลยอยากวาดบ้าง  ก็เหมือนว่าในระหว่างเรียนเราก็จะเจอแต่คนที่เค้าวาดรูปเรื่อยๆ เจอไปเรื่อย กลายเป็นการฝึกฝน”

 


 

                “เราเรียนจบสถาปัตย์  เพราะว่าพอเรารู้ว่าเราชอบวาดการ์ตูน  แต่เรียนสายวิทย์มาเราก็ไม่แน่ใจว่าเราจะไหวหรือเปล่าเพราะเราไม่ได้เรียนพื้นฐานมามีแต่วาดเล่นของเราเอง  ก็มีสถาปัตที่ว่าน่าจะใกล้เคียงสุด  แต่มีแต่คนบอกว่าคิดผิดเพราะสถาปัตมีหลายด้าน  แต่มองกลับกันพี่ว่ามันก็ดีนะเพราะเราได้ทั้งระบบการคิดและการวาด ได้ทำประมาณ 4 ปี ไอ้งานเขียนการ์ตูนมันเป็นความฝันดูแล้วลมๆแล้งๆ 10 ปีก่อนยุคนั้นการ์ตูนไทยมันไม่มีโมเดลที่ว่าเราสามารถเดินตามได้ คือไปปุ๊บเราจะเป็นอย่างไงเราก็ไม่รู้  เราคงต้องเป็น ไป” พี่เส่งเล่าให้ฟังอย่างใจเย็น

                หลังจากนั้นก็มีจุดเปลี่ยนสำคัญ 10 นาทีของบางคน มันก็ดูเป็นเวลาที่ผ่านพ้นไปโดยไร้ประโยชน์ แต่สำหรับบางคน เมื่อเราเจอสภาวะที่ นิ่ง ได้มีโอกาสได้คิดทบทวน แล้วเราก็จะพบกับ 10 นาทีที่วิเศษ มันจะเป็น 10 นาทีที่ดูจะรู้สึกดีที่สุดไปตลอดชีวิต พี่เส่งก็เจอมันเช่นกัน

“ตอนนั้นบวชให้ย่าเพราะย่าเสีย แล้วยิ่งอยู่นิ่งๆมันก็ยิ่งได้คิดเยอะ ได้ชั่งน้ำหนักดูว่าเราอยากจะทำอะไร  อยู่ในช่วงเวลาชีวิตปกติเราอาจจะต้องดิ้นรนไปหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องจนแบบไม่กล้าจะทำ  แต่พออยู่ในช่วงบวช กินน้อยใช้น้อยเราก็คิดว่าเราน่าจะอยู่ได้เงินเก็บก็พอมีบ้างทางบ้านก็ไม่ได้เดือดร้อนก็เลยลองมาเป็นนักเขียนดู  พอลองแล้วก็ติดใจ”

 

 

“การอยู่นิ่งๆมันก็ยิ่งได้คิดเยอะ ได้ชั่งน้ำหนักดูว่าจริงๆแล้วเรา

อยากจะทำอะไร”

 

                พี่เส่งเล่าว่า งานแรกเป็นภาพประกอบในนิตยสาร แต่หนังสือที่เค้าก้มีปัญหาเลยปิดตัวไป  ปิดตัวไปปุ๊บก็ยังอยากจะทำหนังสือต่อ  ก็ลองทำต้นฉบับตัวเองเก็บไว้ไปส่งสำนักพิมพ์ แต่ที่ไหนๆเค้าก็ยังไม่กล้าพิมพ์ให้  เพราะตอนนั้นยังไม่มีการ์ตูนไทยในรูปแบบพอกเก็ตบุ๊ค  เพราะว่าการ์ตูนไทยจะไปแข่งกับการ์ตูนญี่ปุ่นก็คงแข่งไม่ได้ พี่เส่งเลยตั้งวางการ์ตูนในรูปแบบพอกเก็ตบุ๊ค เพราะพอกเก็ตบุ๊คจะอยู่ในร้านได้นานกว่า เพราะเป็นแบบหนังสือการ์ตูนเขียนปีนึงอยู่บนแผงอาทิตย์ก็หายไปแล้วเพราะการ์ตูนวันนึงออกสิบกว่าเล่มยี่สิบกว่าเล่ม  พอมีโอกาสก็เลยพิมพ์งานของตัวเองแล้วก็เป็นช่วงจังหวะที่ดีด้วยสำนักพิมพ์หลายที่มาหากันอย่างไม่ได้นัดหมาย  ก็เลยดูคึกคักขึ้นมาเลยดูโชคดี

 


 

แต่ช่วงนี้ก็ดูจะเป็นช่วงที่การ์ตูนไทยกำลังเบ่งบานจริงๆ เพราะมองไปทางไหนในร้านหนังสือก็เจอแต่การ์ตูนไทย และแน่นอนหลายแต่หลายเล่มที่เห็นน่ะ ต้องมีพี่เส่งเป็นหนึ่งในนั้นเสมอ

                ฉันถามพี่เส่งว่า เวลาจะวาดการ์ตูนสักหนึ่งเรื่องนี่คิดนานไหม ?
                “ไม่รู้เหมือนกันอย่างที่บอกเราไม่ได้ตั้งใจเป็นนักเขียนการ์ตูนตั้งแต่แรก  บางทีเรามีไอเดียอะไรก็ลองเขียนๆไม่ได้ได้ตั้งใจจะเค้น  เราก็จดประโยคๆ แบบประโยคนั้นจะมีเรื่องราวของมันได้เราก็จดไว้ก่อน แล้วยิ่งมาทำในหนังสือกร์ตูนมันแบบเราไม่ได้คาดหวังแล้วมันจะมีความไม่กดดันและมันจะสนุก  คือช่วงแรกที่มีโจทย์บอกเรามีโควต้าแค่นี้เราก็จะเขียนได้เลยแต่พอนานๆไปมันจะหมด  หลังๆนี้เหมือนจะเป็นเหมือนประสบการณ์เขียนไปนานๆจะรู้แล้วว่าเราจะทำได้โดยที่บางโจทย์มาแบบประหลาด อย่างวอกกิ้งถ้าเขียนในยุคแรกๆเราอาจจะไม่กล้าเขียนเพราะว่าเป้นนามธรรมเยอะเราจะรู้สึกกลัวแต่พอเราเขียนมาได้
2 เล่มเราจะมั่นใจว่าเราไปได้โดยที่เรายังไม่รู้เลยว่าตอนรับปากการ์ตูนจะออกมาเป็นอย่างไรแต่ด้วยประสบการณ์เราจะรู้สึกว่าเราทำได้”

                ฉันเชื่อนะ เพราะพี่เส่งมีสมุดไว้จดอะไรตั้งเยอะแยะมากมาย ตอนที่พี่เส่งหยิบออกมา ฉันยังแอบแซวเลยว่า “โอ้โห..คลังสินค้า”  แต่ฉันก็คิดอย่างนั้นจริงๆ บางครั้งประโยคเพียงสั้นสร้างอะไรได้มากมายนัก  ฉันยังแอบส่องในสมุดเล่มนั้น เต็มไปด้วยภาพร่างการ์ตูนมากมาย เยอะแยะไปหมด

                ถามพี่เส่งว่า ทำงานทีใช้เวลานานไหม พี่เค้าบอกว่า เดี๋ยวนี้มันบอกไม่ถูก  บางเรื่องโจทย์ให้มาสองเดือน สตอรี่บอร์ดของเราก็ต้องเสร็จภาพในอาทิตย์นึงแล้วที่เหลือต้องรีบทำ อย่างที่บอกเรื่องแรกพลอตเราเยอะไงให้เราก็เขียนได้แต่พอช่วงไอเดียที่เราตุนไว้มันหมดอ่ะ  แต่พอเราเติมปุ๊บเราก็จะมีประสบการณ์เพิ่มด้วย  ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเลทเดทไลน์  แต่ถ้าไม่มีเดทไลน์ยเราก็เรื่อยๆของเรา

           

นักเขียนไส้แห้ง พี่ว่าไม่หรอก อาชีพไหนๆ  

 

มันก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น

 

 

พี่เส่งว่า เค้าเคยคุยกับเพื่อนๆด้วยกันนะมาณว่าถ้าจะมองกันลักษณะที่ว่าอาชีพไหนๆ มันก็ไม่ปลอดภัยหรอกคืออย่างเราเป็นสถาปนิกเราจบในช่วงฟองสบู่เราก็สบายแต่พอช่วงไม่ปลอดภัยก็ไม่มีใครมาเป็นหลักประกันเราได้  พอเรามาเป็นนักเขียนการ์ตูนเราก็เชื่อว่าถ้าเราทำแล้วเต็มที่แล้วพอมีกลุ่มแฟนที่ติดตามอยู่บ้างมันทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ในจุดที่แบบว่าเสียวๆอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เลวร้ายมาก  เพราะงั้นเราเลยคิดว่ามันอยู่ที่การประคองตัวเองไส้แห้งไม่แห้ง  จะดูแลตัวเองอย่างไงได้เงินมาจะใช้จะเก็บอย่างไงมันอยู่ที่การจัดการตัวเอง

                คงจะจริงแหละ ในสภาพเศรษฐกิจแบบปัจจุบัน ขึ้นง่าย ลงง่าย ไปเร็วมาเร็ว เคลมเร็ว อาชีพไหน ก็เสี่ยงกันทั้งนั้น แต่การอยู่บนความเสี่ยง แต่ข้างในจิตใจยังมีสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราอยากจะทำ มันก็น่าสนที่จะลองเสี่ยงกันดูสักตั้ง

                การ์ตูนไทยก็มีเยอะ และก็มานานแล้ว แต่ทำไม ทำไมการ์ตูนไทยไม่โด่งดังเป็นที่นิยมเหมือนการ์ตุนญี่ปุ่น ฉันคิดเอาเองจากคำตอบว่า อาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามามาก แล้วเราก็เปิดใจรับมันจนกลายเป็นความเคยชิน แม้ว่าการ์ตูนไทยเองก็เริ่มจะบูม แต่ก็ยังไปสู้กระแสญี่ปุ่นที่มาก่อนไม่ได้
                “น่าจะเป็นเพราะการ์ตูนไทยเพิ่งจะเริ่ม  ล้มแล้วก็นิ่งไปนานเพิ่งจะลุกก็ล้มไปอีก  การ์ตูนไทยเคยอ่านตั้งแต่เด็ก ไอ้พวกการ์ตูนที่อยู่ในหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่เป็นพวกการ์ตูนประกวด  พอจะมีคนปั้นขึ้นมาปุ๊บก็มีการเปลี่ยนแปลงภายในสำนักพิมพ์  ตอนสุดท้ายที่เพิ่งมาบูมในลักษณะพอกเก็ตบุ๊คสัก
2-3 ปีนี้  มันก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มๆ อีกอยู่ดีจะบอกให้มันไปบูมเท่าการ์ตูนญี่ปุ่นน่าจะแยกกันอ่ะ  อย่างการ์ตูนไทยที่ขายไม่ค่อยดีแต่มีดีกว่าการ์ตูนญี่ปุ่นบางเล่มก็มี  อย่างอัพ (ทรงศีล ทิวสมบุญ) ที่ตีพิมพ์ซ้ำๆ เมื่อเทียบกับการ์ตูนญี่ปุ่นบางเรื่องอัพก็ดีกว่า   แต่จะไปเทียบกับพวกนารุโตะคงไม่ได้เพราะการตลาดเค้าพร้อม  เมืองไทยนี้ยังขาดคนที่ดูแลเรื่องการตลาด  แต่ถ้ามองในแง่ที่มันเพิ่งเริ่มก็ถือว่าโอเคยังอยู่ในภาพที่ดี  จะขึ้นจะลงเราก็คงยังเดาอะไรไม่ได้” พี่เส่งกล่าว

 

“มันเป็นผลพลอยได้ที่น่ายินดีเป็นมูลค่าที่วัดไม่ได้  เราจะเอาเงินร้อยนึงให้เค้ามา

แสดงความรู้สึกแบบนั้นกับเรา พันนึงหมื่นนึง บางทีมันก็ทำไม่ได้  พอเจอแบบนี้

มันก็ทำให้นักเขียนแต่ละคนมีความสุข”

 

 

                พี่เส่งพูดว่า จะมีคนทักว่าเป็นแนวที่พูดถึงสังคมเมือง  แต่นั้นก็เป็นเพราะว่าพี่เค้าเองคนเมืองด้วยละจะให้ไปเขียนเรื่องชนบลเราก็ไม่อิน เขียนการเมืองก็คงไม่แฮปปี้ที่จะเขียน  เป็นคนชนชั้นกลางเหมือนกัน  แล้วทำให้เรารู้ว่ามันมีความถามบางอย่างที่มันสะกิดในขึ้นมา  แต่อยู่จนกระทั้งคุยกัยเราก็เล่าด้วยคอนเซ็ปของการ์ตูน  แล้วก็สามารถทำให้เราเหมือนได้คุยกับคนอ่าน  พี่เส่งบอกว่า อย่างเรื่อง Bangkok  มันก็คงเป็นปมอะไรบางอย่าง  มันก็ทำให้เรามาคุยกับคนอ่านด้วยเรื่องนี้  เพราะงั้นมันคงด้วยแวดล้อม  แล้วเราอยู่ในสังคมแบบนี้ภาพเราเลยกลายเป็นแบบนี้

                ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ภาพที่พี่เส่งวาด ก็คือภาพที่ฉันมองออกไปนอกหระจก มีคนเดินกันขวักไขว่ มีรถวิ่งไปมา นั่นแหละใช่เลย

                “คงเป็นที่เราชอบหยิบเรื่องใกล้ๆตัวมาปรุงแต่งให้เป็นเรื่องแฟนตาซีหรืออะไรก็แล้วแต่ตามไอเดียของเราตอนนั้น  แล้วก็คงเป็นเรื่องของเทคนิคการเขียนด้วยมั้งเราจะใช้เทคนิคที่มันดูไม่ฟู่ฟ่ามากมันก็จะดูเรียบๆง่ายๆ เราชอบอะไรที่มันไม่เยอะมาก  เพราะน้องๆที่เป็นนักเขียนที่จะเริ่มหลายคนเค้าจะชอบรอให้เทคนิคสมบูรณ์พร้อมก่อนบางทีกว่าจะถึงตรงนั้นงานมันก็หมดแล้ว  เรื่องที่เราอยากเขียนเราเล่าด้วยวิธีการที่พอดีๆก็เพียงพอแล้ว”

 

“การ์ตูนสีเทาแบบแอบมีความหวัง”

 

                การ์ตูนของเรา น่าจะเท่าๆ  หลายๆเรื่องเราก็เอาเรื่องดาร์กๆมาเล่า แต่เรายังเล่าแบบมีความหวัง  เรารู้สึกว่าเราไม่ชอบอะไรที่มีดาร์กมาก เอาเรื่องที่มันเลวร้ายมาระบายออกทำแล้วเรารู้สึกทำได้ไม่ดีอ่ะ  เราไม่ได้มีความเชื่ออย่างนั้นด้วย  เพราะเราก็เจออะไรมาเยอะ  มันควรจะเป็นวิธีการกระทำมากกว่ามากว่าวิธีคิด  รู้สึกว่าเราควรจะมองโลกที่แบบว่า โลกแห่งความเป็นจริงอ่ะ แต่เราควรจะเลือกทางที่ดีเพราะถ้าเรามองโลกร้ายเราร้ายด้วยเหนื่อยเปล่าๆ แต่เราไม่ได้เป็นคนดีมาก

                ฉันหยิบหนังสือการ์ตูนเรื่อง โลกของเรา และ ที่นี่..มีชีวิต มาจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าอยากดูงาน ที่พี่เส่งบอกว่า คิดและ วาดตั้งแต่สมัยมัธยม แต่หลังจากอ่านจบ ฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเอาท์ หรือว่าล้าสมัยแต่อย่างใด

                “มันเป็นโปรเจคส่วนตัว  เราเริ่มทำตอนที่ยังไม่มีใคร  คิดพลอตรื่องตั้งแต่ช่วงเรียนตั้งแต่มัธยมปลายด้วยซ้ำ  เราก็คิดเล่นๆไม่ได้คิดจริงจังแต่มันมีประเด็นอะไรที่เราแบบถ้าเราเล่าเป็นการ์ตูนเราก็เล่าได้แน่นอนก็เก็บๆไว้ในใจบางที่คิดเองลืมเองก็มีหลังๆเลยต้องจดไว้บ้าง  จริงๆเรื่องโลกของเราเนี้ยพอไปบอกให้ใครฟังมีแต่คนบอกให้เปลี่ยนชื่อแต่เราชอบมาก  เหมือนกับว่าชื่อโลกของเราเนี้ยมันจะสะท้อนอะไรบางอย่าง  บางคนบอกว่างานการ์ตูนหรืองานศิลปะเนี้ยเป็นงานของศิลปิน  งานของคนทำก็คือเรา  เราก็เหมือนส่วนที่หนึ่งไรเงี้ย ไอ้คำว่าเรามันมีทั้ง เรา ไอ้ ฉันกับเธอก็เป็นเราได้  พอออกไปปุ๊บมันไม่ใช้ของเราคนเดียวแล้วคนอ่านอาจจะตีความเป็นอีกอย่างก็ได้อาจจะชอบก็ได้ไม่ชอบก็ได้มันก็กลายเป็นโลกของเราทั้งหมด  มันเป็นความหมายที่อ่านแล้วเรารู้สึกว่าเราชอบอ่ะ  แล้วคำว่าโลกในภาษาอักฤษก็มีทั้ง world กับ earth   อีกคือเราจะมองโลกด้วยธาตุวัตถุก็ได้ หรือจะเป็นคาร์บอนออกซิเจนไนโตรเจนแต่ว่าโลกมันก้มีชีวิตของมัน แล้วมันก็สะท้อนไดเดียคอนเซ็ปความคิดการทำงานของเราได้ใครจะว่าไงเราก็ไม่เปลี่ยน  ก็อย่างที่ทุกคนบอกงานของนักเขียนทุกย่างจะเต็มที่ก็อยู่ที่เล่มแรกเต็มจนล้นด้วยซ้ำไป มันก็จริงเล่มแรกมันจะมีทุกอย่างที่เราอยากจะบ่นอยากจะเล่าอยากจะบอก  แต่พอมาทำตีพิมพ์เราก็ต้องมาปรับมาแต่งตัด”

 

“ เราว่าทุกอาชีพมันมีภาระทางสังคมทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง

ให้ดีการ์ตูนก็ทำหน้าที่ของการ์ตูนให้ดีได้ความเพลิดเพลินได้แง่คิด

ได้ความสุนทรี”

 

“เสน่ห์ตรงไหนนะหรอ ตรงที่เราได้เป็นนักอ่านคนแรกของเรา  เรามีอะไรฟุ้งๆก้อนๆที่ไม่รู้ว่าจะรวมตัวยังไงแล้วพอเรารวมตัวได้เราทำเป็นสตอรี่บอร์ดแล้วเราจดเป็นเรื่องได้มันเกินความคาดหมาย เขียนไปเรื่องๆบางแกบางตอนมันงอกเงยขี้นมาเราว่าน่าจะตื่นเต้นมันเป็นเสน่หืที่ว่านักเขียนด้วยกันเองจะเข้าใจว่าเฮ้ยมันมีความรู้สึกตรงเนี้ยที่แบบว่าเราเจอขึ้นมาได้ไงพอทำอย่างนี้ได้ปุ๊บมันจะมีความสุขมากเลย  นี้เป็นความสุขขั้นแรกของนักเขียนเลยนะคือแบบพอเจออย่างนี้ทุกคนมันเหมือนแบบประหลาดอ่ะ  อยู่ๆก็เห็นก็มาเป้นรูปเป็นร่างแล้วพอมีฟีดแบ็คกลับมาเราก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขขึ้นไปอีก”

พอฟังพี่เส่งพูดอย่างนี้ ทำให้ฉันนึกย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เราได้พบกัน ฉันแอบเดาว่า คำตอบของเขาคือการได้พบกับนักอ่าน แต่พี่เส่งกลับหักมุมใส่ ทำให้ภาพไก่วันนั้นที่พี่เส่งวาดให้ในหนังสืออร่อยลอยเข้ามาในความทรงจำ  ฉันยังจำมันได้ติดตา มันเป็นภาพคอไก่ที่ถูกเชือด และที่สำคัญ วันนั้น พี่เส่งวาดจากจุดเริ่มต้นคือ หยดเลือด ไม่ใช่หัวไก่

 

“ควรมีเรื่องที่อยากเล่าเพราะว่าผมเคยเขียนมาก่อน

บังเอิญผมมีเรื่องที่อยากเล่ามันเลยไปด้วยกัน”

“คนที่อยากจะเขียนการ์ตูน ควรมีเรื่องที่อยากเล่าเพราะว่าผมเคยเขียนมาก่อน  บังเอิญผมมีเรื่องที่อยากเล่ามันเลยไปด้วยกัน  สมมติว่าไม่มีเรื่องเล่ามันจะทำอะไรไม่ได้เพราะฉนั้นเราต้องมีอะไรมาใส่ เราต้องเป็นคนสังเกตเป็นคนเปิดใจรับสื่อรับความคิดเห็นหลายๆด้านแล้วก็หาวิธีเล่าในแบบของเรา คือต้องมีความรู้สึกอยากเล่า  ถ้าอยากวาดเราไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ที่ได้วาดแต่ถ้าเป็นนักเขียนต้องอยากเล่า  แล้วก็อย่ารีบร้อนหลายคนต้องรอเวลาอีกนิดนึงน่าจะดีกว่า  หลายคนส่งรูปมาให้คอมเม้นมันเป็นยังไงดีไหม  ถ้าวาดเล่นๆเราเชียร์ทุกคนแต่ถ้าจะเอาไปขายมันอาจจะต้องบ่มอีกนิดนึงนะให้พร้อมกว่านี้ทำให้สมบูรณ์อย่างที่เราต้องการอย่ารีบร้อน”

                สำหรับใครที่อยากเป็นนักวาดการ์ตูน พี่เส่งบอกว่า ที่ว่างหรอต้องหาโอกาสด้วยตัวเองคือเราก็บอกไม่ได้หรอกว่าเพราะก็มาแบบ ตอนเรากระโดดมานี้มันก็ยังมืดตึดตื๋อเลยอ่ะ  คือเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้ที่เรากระโดดไปนะเหวมันลึกขนาดไหนตกไปตายหรือเปล่ายังไม่รู้เลย  แต่เราก็ยังเชื่อนะว่าถ้าเราทำให้มันเต็มที่แล้วมันดีพอมันก็ต้องมีคนเห็น  เราก็ต้องลองทำก่อนเวทีตอนนี้มันก็ดีกว่าตอนที่เรามาเยอะ  มีโอกาสกว่ายุคเราเยอะ

          ฉันมองออกไปนอนหน้าต่างอีกครั้ง ผู้คนยังเดินกันขวักไขว่ สาวคอสเพลย์ นักธุรกิจ เด็กวัยรุ่น พร้อมเขม่าควันดำๆจากถนน ทุกคนต้องไม่เชื่อแน่ๆ ที่ฉันเห็นมันเป็นการ์ตูนของพี่เส่งต่างหาก โลกสีทึมๆ แต่แฝงความแฟนตาซี บางทีก็น่าหลุดเข้าไปใช้ชีวิตดูบ้าง

         

                ก่อนจะลากันฉันขอให้พี่เส่งวาดรูปให้เราสักรูปหนึ่ง พี่เส่งยิ้ม ไม่นาน พี่เส่งก็วาดเสร็จ ออกมาเป็น สาวน้อยบานตะไทอย่างที่เห็น สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของพี่เส่งคงจะเป็นความแฟนตาซีนี่ล่ะ ฉันไม่รู้ว่าสำหรับคนอื่นศิลปะ จะให้อะไร แต่สำหรับฉัน แค่ได้รับรู้ก็มีความสุขแล้ว ฉันเองก็อยากจะนั่งบนที่สูงๆและมองสังคมออกมาเป็นงานสักชิ้นดูบ้าง แต่คงไม่ใช่รูปภาพ และตอนนี้ฉันก็คิดว่าฉันสร้างมันเสร็จแล้ว ฉันกำลังนั่งอยู่กับพี่เส่ง โดยที่พี่เส่งมองเป็นภาพวาด แต่ฉันมองเป็นตัวหนังสือ

 

 

edit @ 3 Mar 2010 07:14:08 by bannn-ta-thai

edit @ 3 Mar 2010 07:27:53 by bannn-ta-thai

edit @ 3 Mar 2010 09:07:28 by bannn-ta-thai

 Who are you? เราไม่รู้ว่าคุณเป็นใครจริงๆนะ

 

 

 

                หลายคนตัดสินใจมาชม Who are you? ใครในห้อง กันหลายสาเหตุ เชื่อว่า หนึ่งในนั้นคงเชื่อมั่นในฝีมือการเขียนบทของ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ จากเรื่อง บอดี้ศพ 19 แต่คุณอาจจะคิดผิด

                โรค ฮิคิโคโมริ ถูกหยิบยกขึ้นนมาเล่า แม้แต่ใน ภาพตัวอย่าง ทำให้คนร้อยทั้งร้อย เชื่อว่าโรคนี้เป็นตัวดำเนินเรื่อง หนังพยายามหลอกคนดูให้เห็นว่า เราคือหนังผี หนังเล่าว่า ต้นลูกชายเพียงคนเดียวของดา แม่ค้าขายหนังโป๊ ที่เป็นเหมือนคนคุ้นเคยที่เธอไม่รู้จักเพราะต้นมีอาการ ฮิคิโคโมริแยกตัวออกจากสังคมและขังตัวเองอยู่แต่ในห้องมานานถึง 5  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะความรักและตามใจลูกมากจนเกินไป ทำให้นิดาไม่กล้าเข้าไปยุ่มย่าม และแทบไม่เคยรับรู้ความเป็นไปภายในห้องปิดตายนั้นเลย
          มีเพียงแผ่นกระดาษที่ใช้สื่อสารกันผ่านช่องใต้ประตูเท่านั้นที่ทำให้นิดาแน่ใจว่าลูกของเธอยังมีชีวิตอยู่
          แต่เมื่อ ใครบางคนพยายามที่จะอยากรู้อยากเห็นบางสิ่งที่อยู่หลัง ประตูบานนั้นจนเกินพอดี นั่นจึงทำให้เกิดเรื่องราวที่คาดไม่ถึงตามมากับใครอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นโดม” (สตาร์บัคส์-พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล) ครีเอทีฟรายการทีวี, “ป่าน” (ตาล-กัญญา รัตนเพชร์) หญิงสาวขี้โรคบ้านฝั่งตรงข้าม, “โอ๊ต” (นีโน่-ฉัตรโสรฬ ธนูทิพยกุล) มอเตอร์ไซค์รับจ้างหัวขโมย, “วิรัช” (ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์) พ่อของต้น หรือแม้กระทั่งตัวนิดาเอง
          เมื่อความหลอนระทึกกำลังเฉียดกรายเข้าใกล้ตัวนิดามากขึ้นทุกขณะ เธอจึงต้องคลี่คลายและขุดคุ้ยความจริงทุกอย่างให้ปรากฏด้วยตัวของเธอเอง แม้จะต้องเผชิญหน้ากับฝันร้ายที่สุดในชีวิตก็ตาม เนื้อเรื่องดูเหมือนจะเดาออกได้ตลอดเวลา แต่คุณก็มักจะพบกับความหักมุมอยู่เสมอ อย่างในฉาก ที่ต้นเดินลงมาหาดา พร้อมผ้าคลุม แอบได้หยินหลายคนแอบตบขา ดังเพี้ยะ!

                โฆษณาที่ป่าวประกาศปาวๆ ตอนช่วงโปรโมต กลายเป็นหนังคนละม้วนกับเวอร์ชั่นที่ออกฉายจริง
ไม่รู้ผู้กำกับต้องการจะสื่อประเด็นอะไรกันแน่ ฮิคิโคโมริ ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อจะมีหนังสักเรื่องนึงพยายามที่จะนำเสนอ แต่หนังกลับหลอกคนดู ด้วยการเปิดเผยเนื้อเรื่องจริงๆ ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย แม้สักนิด
มีเพียงเศษเสี้ยวเดียวของภาพยนตร์ที่พูดถึงประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ได้เอามาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวที่น่าสนใจ

                เนื้อเรื่องค่อนข้างไม่น่าติดตาม อาจจะด้วยหนังพยายามที่จะสื่อให้เห็นว่า ในห้องนั้นมีคนอยู่จริง (หรือคนอื่นอาจจะไม่คิด) หลายบทบาท ที่น่าจะเดนอาจจะถูกบดบังด้วยความไม่มีอำนาจดึงดูดคนของหนัง แต่สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้ คงเป็นการตัดต่อ ในช่วงที่คนดูกำลังสงสัยแบบสุด หนังพยายามตัดย้อนไปถึงต้อนที่เป็นที่มาของปัญหา ถึงแม้จะไม่เก๊ตในทันที เหมือน บอดี้ศพ 19 ก็ตาม

                ในเรื่องของบท ขอออกความเห็นว่า ถ้าไม่ได้อ่านเครดิตว่าเป็นผู้เขียนบท "13 เกมสยอง" หรือ "บอดี้"
อาจจะคิดว่าหนังเรื่องเอาเด็กมัธยมมาเขียนบท เพราะมันโดด และไม่มีความปะติดปะต่อเอาซะเลยหนังไร้ความลื่นไหล ในการนำเสนอ แคแรกเตอร์บางตัวไร้ที่มาที่ไป สูตรสำเร็จที่ยัดเยียดเข้ามาบางอย่าง ไร้สาระ ไร้เหตุผล เหมือนจะพยายามเดินเรื่องต่อไป แต่ลืมนึกถึงความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในตรรกะทั้งหมดทั้งมวล บางอย่างดูขัดตามาก และคิดว่าทำไมผู้กำกับถึงได้ปล่อยผ่านออกมาได้อย่างนี้

                อย่างที่บอก หนังหลอกเรา โรค โรค ฮิคิโคโมริ กลับถูกเบียดบังโดยการนำเสนอ เรื่อง พลังจิต ของดา แม่ของต้น  จนบางครั้ง มันดูเด่น และเข้าใจง่ายมากกว่าโรคฮิคิโคโมริเสียอีก

                ถึงจะชมว่าการตัดต่อดี การลำดับภาพเยี่ยม แต่ก็นั่นแหละ หลายๆอย่างต้องเกื้อกูลกัน ตอนจบ ก็ยังไม่คลายปมสงสัยเท่าที่ควร ปมยังถูก ผูกๆๆๆๆๆ แต่แก้ไม่หมด คนไม่อ๋อ หลายคนหนยังจบแล้ว ยังไม่ยอมลุกจากเก้าอี้เลย ไม่รู้ว่าอึ้งในตอนจบหรืออะไร

 

 

                สิ่งที่ดึงดูดให้หลายคนเลือกที่จะเข้าไปชม คงเป็นเพราะเราเจ้าฝีมือ อย่าง นก สินจัย ซึ่งเธอไร้ที่ติในด้านการแสดงอยู่แล้ว แต่เธออาจจะคิดผิดที่รับเล่น เพราะจะว่าไป บทเธอเป็นตัวดำเนินเรื่องก็จริงแต่บทมันก็แลจะขาดๆ จะว่าบ้าก็ไม่บ้า จะว่าหลอน ก็ยังไม่ใช่ อาจจะเป็นได้ ที่มีฉากฮา อยู่ฉากหนึ่ง ทำให้ความหลอนลดลงไปค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ซึ่งเธอก็อาจจะคิดผิดที่มาเล่นเรื่องนี้

 

 

                ส่วนสตาร์บั๊ค นั้น ถือว่าผิดหวังค่อนข้างมาก สำหรับเรื่องแรกเค้าทำได้ดีเลยทีเดียว แต่ที่ผิดหวังก็คือ เขาถูกโปรโมทมาพร้อมกับดารานำ แต่ เขามาอยู่บนจอเพียงไม่นาน อาจจะเป็นความจงใจ หรืออะไรไม่รู้แต่ การหลอกคนดูเยอะนี่ก็มีผลเสียนะ

 

 

                ส่วนตาลกัญญา หนังเรื่องนี้เธอเป็นโรคภูมิแพ้  ตอนแรกที่เธอเจอแมวที่หน้าต่าง แอบคิดว่าเธอทำเสียงแบบนั้นเพื่อไล่แมวซะอีก สำหรับตาล ผู้กำกับไม่รู้จะสื่ออะไรในการให้ตาลใส่ชุดคอสเพลย์ แถมยังใส่ถ่ายโปเตอร์โปรโมทด้วย จนดูหนังจบ ก็ยังไม่พบความเกี่ยวข้องกัน ฉากเดียวที่เห็นก็คงจึงทำให้มันดูงงหลายอย่าง คงเป็นฉากที่พาไปหมอโดยผ่านหน้ามาบุญครอง เห็นสาวคอสเพลย์ ยังนึกถึงความเกี่ยวโยงแบบสมเหตุสมผลไม่ได้เลย

                ส่วนในเรื่องของฉาก ค่อนข้างดีสื่อและแยกอย่างชัดเจน หนังมีการใฃ้สีโทนร้อน แดง เหลือง น้ำตาล มาเพิ่มความหลอน ความน่ากลัววของคนดูอีกทั้งหัวสัตว์ต่างๆที่ พ่อของต้นเก็บไว้ในบ้านสร้างความหลอนจนทีแรกคิดว่าเป็นหนังผีมากกว่าหนังสยองขวัญ

                มาที่ส่วนที่ได้รับการพูดถึงดีกว่า นั่นคือฉากจบ มันดูเป็นฉากจบที่น่าผิดหวังมาก สำหรับคนที่คาดหวังกับหนังเรื่องนี้พอสมควร ดูฉากจบแล้ว แอบตกใจ คิดว่าจะมีการตามหาแหวนภาคที่ 4 ถามในเรื่องCG ทำได้ดีนะ แต่ก็ทำร้ายใจคนดูพอสมควร แถมยังมีปมที่ยังไม่คลายอยู่ในจิตใจอีก ดูเป็นข้อเสียที่ค่อนข้างแรงที่สุดในหนังเลย หรือว่า เราสะเทือนใจกับบทมากไป (ฮา)

                อยากให้คะแนนเรื่องนี้ สัก 7 คะแนน ที่ให้ เท่านี้ ให้กับความสามารถของนักแสดง การตัดต่อลำดับภาพ และCG(เพราะเค้าแค่ทำเฉยๆ ไม่ได้เป็นคนคิด) แต่ไม่ให้ให้ที่คนเขียนบท ผู้กำกับนะ  หวังว่าไม่โกรธกัน ยังไงใครที่ยังไม่ได้ดู ต้องรีบไปดูนะ แล้วจะรู้ว่า ทำไมถึงไม่ให้คะแนน

 

 

หลังม่าน : มหาโอ๊ทกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในโลกยุคใหม่

 

 

 

 

                หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ มหาโอ๊ท หรือ  พระมหานัธนิติ สุมโน  กันมามาบ้าง  โดยเฉพาะสมาชิก Exteen อย่างพวกเรา  มหาโอ๊ต เป็นผู้ที่อาสาสร้างเว็ปไซต์ให้กับวัดอื่นๆแบบฟรีๆ เป้าหมายของมหาโอ๊ต คือการทำให้วัด และผู้ต้องการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทางอินเตอร์เนท สามารถมีเว็บไซต์อย่างดี เป็นของตัวเองได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ  ไม่ว่าค่าออกแบบ ค่าโดเมนเนม ค่าเช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูล หรือแม้กระทั่งเนื้อหา ตลอดจนสื่อผสมอื่น ๆ อีกมากมาย

                โลกอินเตอร์เน็ต บางทีเหมือนดูห่างไกลจากพระพุทธศาสนาพอสมควร แต่พระมหาโอ๊ท ท่านทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างละมุน ละม่อม และก็ถือว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของ http://mahaoath.com  เป็นอย่างไร เริ่มต้นผลิตเว็ปไซต์ให้กับวัดโดยไม่คิดเงินเป็นอย่างไร

เริ่มมาจากความอยากครับ อยากทำเว็บให้วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา ที่สังกัดอยู่ จึงหัดทำมาเรื่อยตั้งแต่เป็นบล็อก จนเป็นเว็บ www.watyaichaimongkol.net ที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งมีเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย มาช่วยเรื่องบทความด้วย เพื่อนคนนี้เองมีศรัทธาในพระศาสนา โดยเฉพาะท่านเจ้าอาวาสวัดกลางคลองตะเคียน และได้แนะนำให้หลวงพี่รู้จักกับหลวงพ่อท่านที่ต้องการทำเว็บไซต์วัดกลาง ฯ ด้วย จึงได้ช่วยท่านทำเว็บ www.webwatklang.com ขึ้น จากนั้นจึงเกิดความคิดว่า "เอ๊ะ เราก็สามารถทำเว็บให้ใครต่อใคร โดยเฉพาะเพื่อการเผยแผ่พระศาสนา ได้นี่นา" จึงได้ชวนเพื่อน ๆ มาร่วมกันช่วยทำเว็บ และเปิด www.mahaoath.com ขึ้น เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อ และประชาสัมพันธ์งานของกลุ่ม พร้อมกับตั้งชื่อกลุ่มว่า "ศูนย์กลางคณะพัฒนาสารสนเทศเพื่อการเผยแผ่แห่งกรุงศรีอยุธยา" ซึ่งแรก ๆ ก็ทำเฉพาะเว็บสำหรับวัดและการเผยแผ่พระศาสนา หลัง ๆ มีพ่วงกิจกรรมจิตอาสา และสถาบันการศึกษาเข้าไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นการให้บริการฟรี ไม่คิดเงิน แถมบางครั้งยังออกเงินค่าโดเมน หรือค่าโฮสต์ให้อีกด้วย

วิธีการดำเนินงานเป็นอย่างไร

ดำเนิน การโดยมีหลวงพี่เป็นแกนหลัก ใครสนใจอยากได้เว็บไซต์ติดต่อมา ถ้าหลวงพี่พิจารณาแล้วว่ามีประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็ดำเนินการทำให้ โดยมีสมาชิกที่เหลือคอยช่วย เช่น The Magician ช่วยเรื่องบทความ The P+om ช่วยถ่ายรูป ฯลฯ ตามที่แต่ละคนถนัด  

ผลตอบรับเป็นอย่างไร มีคนเข้ามาขอให้เราช่วย หรือมาช่วยเราเยอะไหม อย่างไร

มีติดต่อเข้ามาบ้างไม่มากมายอะไร ที่ทำให้ทั้งหมดดูได้ที่  http://mahaoath.com/home/works ส่วนคนช่วยก็มีบ้าง ๆ นาน ๆ ทีครับ

 

แสดงว่าหลวงพี่มีความรู้ด้าน สื่อใหม่ เว็ปไซต์อยู่แล้ว ใช่หรือไม่ อย่างไร

 

เรื่องทำเว็บนี่หัดใหม่หมดเลยครับ ไม่เคยมีความรู้ด้านนี้มาก่อนเลย เริ่มหัดจากการทำบล็อก http://maha-oath.spaces.live.com เป็นที่แรกเลย จากนั้นพัฒนามาเป็น http://sites.google.com/site/mahaoath จนมาถึงเขียน html , css และใช้ drupal / wordpress ทำเว็บ ทั้งนี้ได้อาจารย์ดีคือ google ครับ ติดตรงไหน สงสัยอะไรก็ถาม google ลองผิด ลองถูกมาเรื่อย จริง ๆ สมัยนี้ทำเว็บง่ายมาก ๆ ครับ บล็อกต่าง ๆ เราสามารถนำมาใช้เป็นเว็บไซต์ได้ นอกจากนั้น CMS ดี ๆ อย่าง Drupal หรือ Wordpress ก็ช่วยให้ทำเว็บง่ายขึ้น

แต่สมัยนี้มักมีคนใช้สื่อพวกนี้ในทางที่ผิด หลวงพี่คิดอย่างไร

ของ ทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ แล้วแต่ผู้ใช้เลือกครับ ได้แต่แนะนำว่าทำอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี ส่วนจะเลือกทำดี หรือไม่ดี ก็สุดแท้แต่ครับ 

 

“ธรรมะ คือ ธรรมดา ธรรมชาติ ของทุก ๆ สิ่ง
ไม่ว่าโลกจริง หรือโลกเสมือน”

คิดว่า การ ใช้ สื่อ internet ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จะสามารถเชื่อมโยงธรรมมะ กับโลกไซเบอร์ได้อย่างไร

                ธรรมะ คือ ธรรมดา ธรรมชาติ ของทุก ๆ สิ่ง ไม่ว่าโลกจริง หรือโลกเสมือน ธรรมะสามารถเชื่อมโยงได้ทั้งหมด ลองดูสไลด์ที่ไปบรรยายที่ ศิลปากร ก็น่าจะพอเข้าใจครับ  http://mahaoath.com/home/content/ สไลด์บรรยาย-กุศลกรรม-และอกุศลกรรมบนโลกอินเทอร์เน็ต

โลกอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ห่างไกลกับคำว่า พุทธศาสนามาก หลวงพี่คิดอย่างไร

ไม่ห่างหรอกครับ เว็บธรรมะดี ๆ ของครูบาอาจารย์มีเยอะไป ที่ห่างคือคนมากกว่า ไปเลือกดูอย่างอื่นซะหมด 

เรียกว่าการใช้สื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนามากขึ้น และหลากหลายขึ้น จะช่วยให้เกิดผลอย่างไร

                สะดวก ครับ สมัยที่โลกอยู่กันด้วยความเร่งรีบอย่างปัจจุบันนี้ สื่อดี ๆ ย่อยง่าย ๆ ยิ่งมีเยอะ ๆ ให้แต่ละคนเลือกเสพได้ง่าย ๆ ไว ๆ สะดวกดีครับ 

นับว่าในปัจจุบันนักท่องอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ จะเป็นเด็ก  สื่อของหลวงพี่ ได้ส่งผลต่อกลุ่มนี้บ้างไหม มีกระแสตอบรับอย่างไร

                ตั้งแต่เปิดบล็อกที่เอกซ์ทีน http://blog.mahaoath.com ( http://dhamweb.exteen.com ) ก็ถือว่าผลตอบรับ ดูจากเพจวิว และคอมเม้นท์ ก็น่าพอใจนะครับ ส่วนมาก ๆ ผู้ใช้เอกซ์ทีนก็เป็นรุ่นเด็ก ๆ กว่าทั้งนั้น หลวงพี่ก็ปรับสำนวนนิดหน่อย ให้อ่านง่าย ๆ ย่อยง่าย ๆ แต่ไม่หวือหวาไปนัก เขียนบ้าง วาดบ้าง มีคนมาอ่าน มาให้ดาว ชอบกันก็โอเคแล้วครั 

 ถือว่ายากไหม กับการที่ต้องเผยแพร่ศาสนาไปในโลกไซเบอร์ เพราสื่อส่วนใหญ่ค่อนข้างจะบันเทิง  ต่างจากโลกปกติอย่างไร

                ง่ายกว่า นะหลวงพี่ว่า โลกไซเบอร์ พิมพ์ไป วาดไป เรื่องหนึ่ง ๆ มาอ่านกันเป็นร้อยเป็นพัน ผ่านไปเป็นปี ๆ เรื่องเก่า ๆ ก็ยังมีคนมาเปิดดู โลกปกติ ต้องพูดซ้ำไป ซ้ำมา หลายรอบกว่าจะมีคนฟังเท่าเพจวิว 

                ทำ ให้อ่านง่าย ย่อยง่าย และแทรกเข้าไป ธรรมะนี่ต้องให้บ่อย ๆ ให้ซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อในตัว ตื่นมาก็เจอธรรมะ ทำงานเจอธรรมะ อ่านการ์ตูนเจอธรรมะ อย่างนี้จะได้เจอธรรมะบ่อย ๆ 

 คิดว่า สื่อใหม่กับศาสนา ยังขาดตัวแปร อะไร ที่ทำให้ ทั้งสองสิ่งยังไม่ค่อยเข้ากันเท่าที่ควร

                ใคร ว่าไม่ค่อยเข้ากัน เข้ากันได้ดีมาก ๆ แต่สำคัญคือคนมีสารใช้สื่อไม่เป็น ต้องมาหัดให้นักเผยแผ่ศาสนาใช้สื่อใหม่ ๆ บ้าง แต่ตัวสาร ( ศาสนา ) กับตัวสื่อ ไปกันได้ดีอยู่แล้วครับ 

 หลายท่านสงสัยว่า เป็นพระสงฆ์ จะมาทำ กิจกรรมแบบนี้ อาจจะไม่ใช่กิจของสงฆ์หรือเปล่า หลวงพี่คิดอย่างไร

                เผยแผ่พระศาสนาเป็นกิจโดยตรงอยู่แล้ว ส่วนเรื่องสาธารณประโยชน์อื่น ๆ เป็นกิจโดยอ้อม ที่แม้แต่มหาเถรสมาคมยังให้ความสำคัญยิ่งครับ 

นอกจากงานสร้างเว็ปไซต์ หลวงพี่กำลังทำโครงการอะไรอยู่

                ที่ ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นโครงการ "สายลมแห่งอาสา" ที่ให้ทุนทำค่ายอาสาพัฒนา แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ปีที่แล้วให้ทุนไปหลาย ๆ ค่ายทีเดียว ลองดูได้ที่ http://fund4volunteer.blogspot.com ครับ กับโครงการสร้างหนังสือแบบเรียนนักธรรมชั้นเอก ที่ยังไม่คืบหน้าเท่าไรเลย http://dhambook.exteen.com

ตัวอย่างงานที่หลวงพี่ทำ และถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด

                ส่วน ตัวแล้วคิดว่าทุกงานประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่า ๆ กันครับ แต่ถ้าต้องการแบบมีหลักเกณฑ์ มีตัวชี้วัดชัดเจน ก็น่าจะเป็น "สายลมแห่งอาสา" 

ความยากของการทำงาน คืออะไร  ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เคยเจอ

                ความยากของการทำงาน คือเรื่องของการแบ่งเวลาครับ ทำหลายอย่าง หลายเว็บ เวลาวัน ๆ รู้สึกน้อยไปหน่อย ปัญหาใหญ่คือหลาย ๆ เว็บ ทำให้แล้วไม่จบ คือต้องคอยมอนิเตอร์ให้ด้วย แม้จะกำหนดเงื่อนไขไว้แล้วว่า ต้องมีคนมารับช่วงดูแลต่อก็ตามที ทำให้ห่วงหน้าพะวงหลัง จะทำเว็บใหม่อีก ก็ต้องห่วงเว็บเก่าด้วย 

คิดว่าแนวโน้มของกระแสสื่อใหม่กับศาสนาในอนาคตจะเป็นอย่างไร และ หลวงพี่อยากให้มันมีแนวโน้มอย่างไร

       

                คง มีผู้เผยแผ่ศาสนา นำสื่อใหม่ ๆ มาใช้มากขึ้นครับ ซึ่งก็อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ก็อยากให้ทำสื่อเก่าควบคู่กันไปด้วย เผื่อผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสื่อใหม่ ๆ ได้  จะมีสักที่คนที่เสียสละเพื่อสิ่งที่เราเรียกกันว่า สังคม นี่คงจะเป็นแรงบันดาลใจจากคนหลังม่าน เพียงคนหนึ่ง ขอเพียงแค่คุณตั้งใจจะทำอะไร เพื่อใครสักคนอย่างตั้งใจ สักวัน คุณจะได้มีโอกาสมาอยู่หน้าม่าน เช่นเดียวกัน ส่วนใครที่สนใจอยากจะช่วย หรือ จะขอให้ช่วย สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่  http://mahaoath.com/  ธรรมะอยู่แค่เอื้อมแล้ว

 

 

edit @ 1 Mar 2010 22:38:38 by bannn-ta-thai

edit @ 1 Mar 2010 23:34:00 by bannn-ta-thai

 สาสน์ฝัน:ตอน สนามแห่งความฝันของ เผ่าพันธ์

 

 

 

               “โตขึ้นอยากเป็นอะไร”  ฉันเองก็เคยต้องตอบคำถามมันหลายครั้ง และคำตอบก็มักจะเปลี่ยนไปตามวัยแต่ละช่วงเสมอ ความฝันมันดูจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญทำให้เราตั้งใจจะทำในบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้กลุ่มควันแห่งความฝันกลายเป็นเม็ดฝนแห่งความจริงที่สัมผัสได้

                ฉันมีโอกาสได้รู้จักกับนักวาดการ์ตูนท่านหนึ่ง จากหนังสือที่ชื่อว่า “สิ่งมีชีวิตในโรงแรม” เขาเป็นเจ้าของภาพประกอบ และยังมีอีกหลายเล่มในเครือสำนักพิมพ์อะเดย์  เผ่าพันธ์ พงศ์พิพิธธน

                เท่าที่ฉันรู้จัก เขาดูจะเป็นคนที่กล้าจะคิด กล้าจะทำ กล้าจะฝัน และวิ่งตามมันเสมอ หากความฝันคือเส้นชัย ฉันเห็นผู้ชายคนนี้วิ่งไม่หยุดเลย  ฉันว่าเขาชอบวิ่งข้ามสิ่งกีดขวางด้วย แถมยังเป็นนักวิ่งทีมชาติอีกด้วย

                เผ่าพันธุ์เล่าให้เราฟังว่า เค้าก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เห็นอะไรก็อยากจะเป็น อยากจะทำโน่น ทำนี่ แต่ในที่สุดเค้าก็ค้นพบบางสิ่งนั่นคือ พรสวรรค์ในด้านการวาดภาพ เขาพบกับจุดสตาร์ทของเขา อยู่ตั้งแต่ช่วงอนุบาลเลยทีเดียว

                การได้รู้จุดเริ่มต้น และเส้นชัยของตนนับว่าได้เปรียบ แถมมีพรสวรรค์ที่ได้มาฟรีๆ บวกกับความพยายามทำให้ ไม่นาน เผ่าพันธุ์ก็วิ่งชนะมาหลายสนาม เขาเล่าให้เราฟังว่า สนามทีสำคัญที่สุดคงเป็นที่ศิลปากร สนามที่ทำให้เขาได้ประกาศว่า เขานี่ล่ะ นักวิ่งลดกรดอย่างแท้จริง

                ฉันถามเขาว่า ความฝันตอนเด็กกับตอนนี้ความฝันยังเหมือนเดิมไหม? เขาตอบว่าไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่  คงเป็นเพราะเพราะตอนนี้ไม่มีความฝันว่าอยากเป็นนู้นเป็นนี้แล้วเป็นแค่ปัจจุบันดีกว่า

“งานหลายงานเราก็ยังไม่รู้ว่าเราทำได้ไหม แต่อยากลองดูออกมาดีหรือเปล่าอีกเรื่องนึงขอแค่ได้ทำ”

 

                คุณเผ่าเล่าให้ฟังว่า ส่วนใหญ่ทุกเหตุการณ์ก็จะวิ่งเข้าหาโอกาสตลอด   เพราะว่าถ้าเก็บมาคิดแล้วไม่ได้ทำเราจะไม่รู้คำตอบ   อย่างงานหลายอย่างเราทำได้ไม่ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้แต่อยากลอง  ออกมาดีหรือเปล่าอีกเรื่องนึงขอแค่ได้ทำ  รู้สึกพูดหล่อจัง (หัวเราะ)

“ผมวาดภาพ ตัวเองอยู่ในที่ที่ไม่ใช่สังคมเมืองคงแบบไปทำอะไรที่เรื่อยเปื่อยอาจจะมีครอบครัว  แบบพอเพียง เพราะในสังคมเราทุกวันนี้วุ่นวาย”

ลู่วิ่งก็ดูจะไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่ แต่หลายครั้งที่ล้ม เขาก็เลือกที่จะรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อไปเสมอ แม้ยังไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะต้องมีสิ่งกีดขวางอะไร เพราะอย่างไร เขาเชื่อว่า ความพยายามจะช่วยเหลือเขาได้เสมอ

“ความฝันเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นมากกว่า  แล้วพอเราอยากให้ความฝันเป็นจริงเราก็เกิดความหวัง”

                ความฝันถ้ามันเป็นตัวการ์ตูนตัวหนึ่ง หน้าตาเป็นอย่างไร? ความฝันของเราหรอ  ถ้าเป็นตัวการ์ตูนคงน่าเกลียดอ่ะ  คงคาแรกเตอร์น่าเกลียดอ่ะ  แต่ถ้าพูดถึงความฝัน ความฝันมันเป็นอะไรที่ไม่ได้ตายตัวอยู่แล้ว  มันน่าจะเป็นฟรีฟรอมอ่ะ แล้วแต่ใครจะมองให้เป็นอะไรแตกต่างกันออกไปมากกว่า

                สำหรับฉันว่า เผ่าพันธุ์ วิ่งชนะมาหลายสนามแล้ว แต่เขากลับคิดว่า เขาต้องวิ่งต่อไป วิ่งแบบมาราธอน  ถามว่าเหนื่อยไหม เขาคงอาจจะเหนื่อยบ้าง แต่เค้าก็เลือกที่จะไม่ท้อ การได้ทำในสิ่งที่เรารัก มันจะทำให้เราสนุกกับทุกวันที่เราทำงาน แล้วคุณล่ะ เจอสนามที่คุณอยากจะวิ่งแล้วหรือยัง?

               

จงเติมคันในช่องว่าง

posted on 28 Feb 2010 22:55 by bannn-ta-thai

 จงเติมคันในช่องว่าง:4 ( สี่)

 

 

                 หลังจากเมื่อวานสิงโตน้ำเงิน เชลซี โดนถล่มไป 4-2 เราก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหวไม่มันคงเท่าที่ควร เราเลยหันมาคิดว่า  มันยังเหลืออีกหลายนัด เอ๊ย  รู้สึกว่าเลขสี่มันน่าจะมีอะไร (เกี่ยวกันหรอ ฮา.. นั่นแหละ มาเข้าเกมเถอะ) นั่นสิ มันน่าจะมีอะไร วันนี้เลยอยากให้เพื่อนๆมาเติมคำคันๆลงในช่องว่างกันดีกว่าว่า นึกถึงเลขสี่แล้วนึกถึงอะไรกัน

                เลข 4 ในความเชื่อของคนจีน  คนจีนจะไม่ชอบเลข 4 เพราะออกเสียงคล้ายกับคำว่า ตาย (ซี้)ในภาษาจีน เลข 73 กับ เลข 84 ถือว่าเป็นเลขอัปมงคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ เพราะเชื่อกันว่า ขงจื้อเสียชีวิตเมื่ออายุ 73 ปี และ เมิ่งจื้อเสียชีวิตเมื่ออายุ 84 ปี ก็ขนาดนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ยังไม่สามารถข้ามพ้นตัวเลขนี้ไปได้ คนธรรมดายิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่เมื่อมีอายุ 73 ปี หรือ 84 ปี ทั้งตนเองและลูกหลานก็จะหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึง

                ส่วนเลข 4 ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นถือ ว่าเป็นเลขไม่ดี เนื่องจากในภาษาญี่ปุ่น 4 ออกเสียงเป็น ชิซึ่งความตายในภาษาญี่ปุ่นก็ออกเสียง ชิเช่นเดียวกัน เรียกว่าออกเสียงคล้ายกันมาก ดังนั้น เลขที่ห้องตามอพาร์ทเม้นต์หรือตามโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นจะข้ามเลข 4 ไป มีแต่ห้อง 1, 2, 3 ห้องต่อไปเป็นเลข 5 โดยที่จะไม่มีห้องหมายเลข 4 ให้เห็นเลย

                สำหรับเราเองให้คิดถึงอะไรสี่ๆ คงเป็น เกรด 4 มั้ง อาจจะเป็นเด็กเรียน ก็เลยไฝ่ฝันว่าจะมีตัวเลข 4 มาอยู่ในสมุดพกไปให้พ่อแม่ได้ชื่นชม(ซึ่งก็ไม่ค่อยมี)

                ทีนี้เราก็เลยไปสอบถามมาว่า พูดถึงเลขสี่จะอยากเติมคำคันๆอะไรกัน

·                  ·       สี่ล้อเล็กร่วมบริการ (หรือที่เรียกกันว่า "กระป๊อ") กรุงเทพวิ่งเกลื่อนเลยนะเออhttp://g.exteen.com/i/e/e3.gif โดยเฉพาะแถวฝั่งธนบุรี จาก นายสถานี NGarage

·                  ·      ชายสี่หมี่เกี๊ยว ฮ่าhttp://g.exteen.com/i/e/e1.gif จาก colourful community

·                  ·     สี่ห้องหัวใจ ~ [ออกแนวน้ำเน่าแล้วไง] จาก i-KornCoins

·       สี่สันต์บันเทิง(สด) นั้นมัน สี นี่หว่า 55 ต้องนึกถึงเดือน 4 เมษา ดิว่ะ สงกรานต์อ่ะๆๆ  ( พี่คะ นั่นมัน 14 เมษา ค่ะ -,.- ) าก Mcarty

·       ห้อง 1/4 2/4 3/4 ห้องที่เรียนอยู่ในอดีต และห้องที่เรียนอยู่ ณ ปัจจุบัน  ซึ่งเรากำลังจะแยกจากมันไปแล้ว TT^TT จาก penny

·       [ไปไม่กลับ] [หลับไม่ตื่น] [ฟื้นไม่มี] [หนีไม่พ้น] จาก zkrap

·       เทวทูตทั้งสี่ สี่คิ้ว หลักสี่ และบ้านเลขที่ 4 ซอยพรีเว็ตจ้า (เขียนทีไรต้องมีแฮร์รี่ฯ โผล่มาทุกที http://g.exteen.com/i/e/e4.gif) จาก igwidgeon

·       กลุ่มเพื่อนตอนม.ต้น (มี4คน),วันเกิดเพื่อน (เพื่อนเกิดวันที่4) ,สี่แยกไฟแดง  ,44 (ชื่อวงดนตรี) จาก : : The AoM : :

·       จตุรซึนค่ะ ...หลุยส์ ชานะ นางิ ไทกะ จะมีคนตอบไปรึยังหว่าาา  จาก ซึนเดเระ

·       สี่คิ้ว  (เอ๊ะ~ มันสี่คิ้ว หรือ สีคิ้ว กันนะ) ฮ่าๆๆ  จาก l l.::sakimamo::.l l

·       สี่สิบ.... อายุสาวใหญ่ จาก Aerial : find sth.

·       ห้องเรียน อยู่2/4.... แล้วก้ตายเพราะใกล้เคียงกับซี้  จาก Taronerแห่งลัทธิสาวแบน!!

·       วันที่ 4 เดือน 4  วันเกิดตัวเอง  จาก MiMi382YaYah

·       ชายสี่หมี่เกี๊ยว จาก MoMoJunGKunG

·       F4  จาก อีฟ

·       สี่ห้องหัวใจ!!http://g.exteen.com/i/e/e15.gif //วิ่งไปอ้วก จาก Pisaj-Elf ZoSan8059

·       ถ้าบอกว่าคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวหลังจากเห็นคำถามเลยคือคำว่าตายอ่ะ แหะๆ http://g.exteen.com/i/e/e4.gif จาก Kuren_

·       "สี่สิบแปด"  น้ำหนักที่ใฝ่ฝัน ฮ่ะๆๆๆ จาก Gena

·       สี่สิบยังแจ๋ว จร้า จาก jajar

·       4 = shi (ตาย) ค่ะ (ดูมันนึกถึงอะไรเนี้ยยยยย) จาก Leveret J.V. Cross

·       เกรดสี่,ปัจจัยสี่,อริยสัจสี่,สี่จตุรเทพ (เคียว, คุโรมาตี้) , เลขประจำตัวนักเรียนของตัวเอง (มีเลขสี่หลายตัว ฮา) แล้วก็ เบอร์โทรศัพท์ของตัวเอง มีเลขสี่ลงท้าย จาก 【ナイス】*ŋąϊšǖ

·       สี่นาที(4Minute) ค่ะ จาก тωоu.иоκч*

·       ชายสี่หมี่เกี้ยว ได้ป่าวอะค้าบ จาก i-musicale

·       อิสลาม(มีภรรยา4คน) จาก 9rockky Reverlution

·       อริยสัจ 4 จาก vincentvictor

·       คณะสี่สหาย (พล นิกร กิมหงวน และดิเรก) จาก พงศ์ สระ ทอน

·       เย็นตา4  เส้นใหญ่ เลือดไม่ต้อง !!!http://g.exteen.com/i/e/e1.gif จาก haamaan

·       นึกถึงเลขสี่แล้วนึกถึงเลขสอง ใส่แควร์รูดดhttp://g.exteen.com/i/e/e14.gif (เพื่อ?) จาก mils12

·       อุลคิโอร่า!!! จาก Kcoz '

·       สี่กุมาร ,สี่แยก ,สี่พระยา ,สี่เหลี่ยม, โคลงสี่สุภาพ , สี่แพร่ง , แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ จาก แดงน้อย

·       สี่เม็ก ไหนน้องนิวลองแลบลิ้นซิ จาก ป้าอ้อย

·       ฉี่  .... จาก อย่าไปกลัว อย่าได้แคร์

·       สี่อย่างความเป็นคู่แท้ ศีล ศรัทธา ปัญญา ความเชื่อ จาก  ศรีลังกา

·       2 กำลัง2 หาร2 บวก2 ลบ4 คูณ5 บวก5 ลบ3 คูณ4 หาร2  จาก นี่ผมคิดเยอะไปรึเปล่า?? (เด็กส่งแก๊ส)

·       ปวด 4 จิง  เด๋วมา จาก ~อย่ามาแกล้งเอาใจ~

·       อริยสัจสี่ จาก  โลกไม่กลม

·       สะสะสะสะสะสี่สี่สี่สี่สี่  ผะผะผะโผมมตะตะตะตะติด อะอะอะอ่าง จาก มะอึกคุง

·       ปี4 กะ 4ปี ไม่จบสักที จาก ผู้หญิงขี้เล่า

·       กล่อง นึกถึงความสมดุล จาก นกไร้ขน

·       ปาเข้าไป สี่สิบ แล้วยังไม่มีผัว จาก  ใหญ่โฟใส่ตับ

·       14อีกครั้ง*-* จาก แมวโหด

·       สี่เต่าทอง the beatles  จาก bluestarfish

·       รักใสใสหัวใจสี่ดวง นึกถึง F4 เหอะๆ  าก BIRTH_JA

·       4 เซียงๆๆๆ ฉี่ๆเฉียงๆๆๆ *0* 4 บ่ไหเยหิน บ่เป็นหยังดอกกก *0* จาก -*- (Dsu)

·       น้ำซาสี่ จาก karinne

·       สี่เสาเทเวศร์ และก็ สี่....สาม....สอง....หนึ่ง....TAKE OFF (ปล่อยจรวด) จาก adial

·       4 สาวผู้หญิงถึงผู้หญิง ป้าปุ้ย นีน่า ไก่ กาละแมร์ สิบ "14" กุมภา วันวาเลนไทน์ "สี่" สิบยังแจ๋ว "สี่" สิบห้าหยกๆ "สี่" สิบหกหย่อนๆ ID "4"  จูเลียส "สี่" ซาร์  มีฟันเหลืออยู่ "สี่"......ซี่ ปล. เกรียนไปหน่อย ขอโทดด้วยนะคระ ฮ่าๆ  จาก ลูกชิ้น

·       สีมุมเมือง จาก เฮียโด

 

แบบฝึกหัด จงเติมคันในช่องว่าง

 

                สวัสดีครับชื่อ____ครับ เพราะว่าผมเป็นลูกคนที่____บ้านผมอยู่____คิ้ว ไม่ใช่ครับ แม่บอกว่าผม ออกเสียงผิด ต้องออกเสียงว่า สีคิ้ว คงเป็นเพราะตอนนี้ผมมาอยู่ที่สุ 1000 ตั้งนาน หลายคนสงสัย ทำไมผมต้องพิมพ์ตัวเลขด้วย ผมชอบครับ เพราะมันมีเลขศูนย์ตั้ง____ตัว หลายคนเถียง มีสามตัว ใช่ครับสาม ผมกวนตีน ผมอยู่ซอย____ทับสามครับ จริงๆผมอยากอยู่ซอย____ทับ____มากกว่าแม่ผมบอกว่า บ้านตรงนั้นแพงราคาตั้ง____ล้าน  ผมเลยมาอยู่ตรงนี้ แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กผมชอบกินก๋วยเตี๋ยว________ครับ ร้านอยู่ตรง ____แยกพอดี แม่บอกว่า ของผมต้องลูกชิ้น  22  หรือว่า____ลูกนั่นแหละครับ แม่บอกว่าผมกวนตีนครับ จริงๆผมรู้ตัวนะครับ ตอนป.____แม่บอกผมว่า สมุดพกผมเกรด____ทุกตัวเลยครับ แม่ดีใจมากแต่หลังจากนั้นแม่ก็เอาสมุดพกฟาดหน้าผม แม่บอกว่า ไอ้____นี่มันสมุดพกใคร หน้าปกมันเลขที่ 25 ครับ ส่วนผมนั้นเลขที่2____ ครับ หลังจากนั้นแม่ก็ชื่นชมผมอีกครั้งครับ ว่า ไอ้____มึงจะเลี้ยงควายหรือจะเรียน ฮา แม่ดูชมผมจริงจังจนผมกลัวครับ พอโตมาตอนม.____ผมมีแฟนคนแรกครับ เธอเลขที่3____  ชื่อวันศรี คบกันมา 4 ปีครับ แล้ว วันที่1____ วาเลนไทน์ครับ ผมชวนวันศรีไปดูหนังครับเรื่อง____แพร่ง ครับ ตอนดูได้สักพักรู้สึก ปวด____เอ๊ย ปวดฉี่ครับ ผมเลยเดินออกมา หลังจากนั้นผมก็ไปเจอกับผู้ชายอีกสามคนครับ พวกเค้าดูสนใจผมมาก เขาบอกว่า ผมคือคนที่คู่ควรจะเป็นเอฟ____ ครับ เอฟโฟร์น่ะแหละครับ แต่ผมปฏิเสธเขาไปครับ ผมกลัวว่า วันศรีจะโกรธ เพราะว่าเย็นนี้ว่าจะพาวันศรีไปกินเย็นตา____ ฮา เย็นตาโฟ น่ะครับ แน่นอน ผมนั่งโต๊ะ____ ผมกำลังคีบลูกชิ้นลูกที่____เข้าปาก รถบรรทุกทะเบียน 44 ก็วิ่งเข้ามาในร้านครับ ไม่นานผมกับวันศรีก็____เอ๊ยซี้ ครับ ไม่ใช่ซี้กันนะครับ แต่ซี้แหงแก๋เลยล่ะครับ วันศรีโกรธผมครับ เธอว่าเพราะผมเธอจึงต้องตาย  แต่ช่วงนี้เธอก็เพลาๆแล้วครับ เธอบอกว่า ให้พาเธอไปเดินเล่นที่____แยก เธอชอบครับ เออยากแก้แค้นรถบรรทุกที่ชนเธอ ส่วนผมนั้นก็ชอบเข้าไปโรงหนังครับ ชอบไปดูหนัง โรง____แถว____ ครับ ว่างๆก็ไปเจอกันนะครับ

edit @ 28 Feb 2010 22:58:45 by bannn-ta-thai

edit @ 28 Feb 2010 23:02:28 by bannn-ta-thai

แบกเป้: กรุงเทพฯ-พงัน-สมุย-กรุงเทพฯ  การเดินทางที่สวยงาม...

 

 

                ขึ้นรถ...ลงเรือ  คงจะเป็นคำนิยามสำหรับคนกรุงที่จะเที่ยวเกาะได้เป็นอย่างดี  เพราะต้องขึ้นทั้งรถและลงทั้งเรือ  ยังไม่ทันหายเมารถก็ต้องมาลงเรือให้เมาเรือเข้าไปอีก    แต่สิ่งที่กำลังจะได้พบเจอนั้นคงจะคุ้มค่ากับการเมารถเมาเรือครั้งนี้แน่นอน 

                กรุงเทพฯ-พงัน   เวลา    19:00 น. เราพวกพร้อมกันที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่  ซื้อตั๋ววีไอพีที่เราคิดว่าน่าจะทำให้สบายที่สุดตลอดการเดินทาง  รถจะออกจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่เวลา 19:50 น. โดยเราจะนั่งรถทัวร์มาถึงท่าเรือเฟอร์รี่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ7 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น และเราจะนั่งเรือต่อไปยังเกาะพงันใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งเราจะไปถึงเกาะพงันตอนประมาณ10:30 น.  

                บรรยากาศตอนเช้าที่ท่าเรือเฟอร์รี่ดูคึกคักกว่าที่ไหนๆ คงเป็นเพราะผู้คนที่จะนั่งเรือไปยังเกาะพงันนั้นมาออรอลงเรือเป็นจำนวนมากทีเดียว  จึงทำให้บรรยากาศช่วงเช้านี้ดูคึกคักสนใสเป็นพิเศษสำหรับคนกรุงอย่างเราๆ   และการที่เห็นเรือลำใหญ่บนผืนน้ำทะเลสีครามคงทำให้เราตื่นเต้นได้ไม่น้อย  

                บรรยากาศบนเรือกก็ไม่ได้ทำให้เราตื่นเต้นน้อยลงเลย  เรือค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากท่าทีละน้อยไม่นานนักลมทะเลก็ปะทะใบหน้าที่คอยจะชะโงกดูน้ำทะเล   เมื่อทอดสายตามองไปยังเบื่องหน้าที่มีผืนน้ำสีครามและเกาะน้อยใหญ่ที่ทำให้เราต้องเดาเล่นๆว่าเกาะไหนจะเป็นจุดหมายของเรา สายลมยังคงปะทะกายสายตายังคงทอดมอง เวลาผ่านไปกว่า 3 ชั่วโมง เรือลำใหญ่ก็พาเรามาถึงเกาะพงันที่หมายแรกของเรา  

 


 

                เราเลือกที่พักที่หาดสลัดบนเกาะพงัน  หาดทรายขาวๆ น้ำทะเลใสกับอาหารอร่อยๆริมชายหาดแบบนี้น่ารื่นรมจริงๆ  มื้อแรกของเราที่ริมหาดสลัดเกาะพงันไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเลยถึงแม้ราคาจะมากไปสักหน่อย  แต่เพราะบรรยากาศแบบนี้ทำให้เราเจริญอาหารดีจริงๆ   อิ่มท้องแล้วก็เดินย่อยบนหาดทรายขาวถ่ายรูปวิวทะเลพรางมองผู้คนที่กำลังโต้คลื้นอย่างสนุกสนาน   ไม่นานนักเราก็ต้องลงไปร่วมโต้คลื้นด้วย น้ำทะเลใสๆนั้นล่อตาล่อใจเราได้ดีจริงๆ

 


 

                เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วบรรยากาศยามค่ำคืนที่เกาะพงันก็น่าพิศมัยผู้คนมากมายริมหาดมืดสลัวมีเพียงแสงจากพระจันทร์ที่โตเต็มดวงกับแสงไฟเล็กน้อยของที่พักริมหาดที่ทำให้เรายังพอมองเห็นภาพสวยๆของผืนน้ำ ที่มีแสงจันทร์กระทบลงมา  ลมทะเลโชยพัดผ่านมาอ่อนๆ กระทบผิวกายทำให้รู้สึกหนาวขึ้นมานิดหน่อย  แต่บรรยากาศแบบนี้ก็ทำให้เราลืมหนาวไปเลย  แต่ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาวเหมือนยิ่งสูงก็ยิ่งหนาวจนเราต้องกลับเข้าที่พักละทิ้งภาพสวยงามแล้วขอตัวไปพักผ่อน ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปเที่ยวไหนบนเกาะพงันแต่แค่บรรยาสวยๆกับเพื่อนดีๆนั้นก็ทำให้พงันสวยงามแล้ว  และนั้นก็เป็นหนึ่งวันที่สวยงามบนเกาะพงัน

                พงัน-สมุย   เช้าวันนี้เราต้องเดินทางอีกครั้งโดยการนั่งเรือจากเกาะพงันไปยังเกาะสมุยที่หมายที่สองของเรา   ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ทำให้เรามาถึงสมุย  แต่ขอแนะนำให้เตรียมยาดม หรืออะไรเปรี้ยวๆติดตัวไว้หน่อยก็ดีเรือเร็วนี้ทำให้เราเมาได้ไม่ใช่เล่นๆเลย  เรือเทียบท่าแล้วเราลงจากเรือด้วยท่าทางอิดโรยเล็กน้อยเนื่องจากอาการเมาเรือ  เราต้องนั่งรถตู้ต่ออีกประมาณสิบห้านาทีเห็นจะได้เพื่อไปยังที่พักของเรา   เมื่อถึงที่พักเราก็แยกย้ายกันเข้าของพัก 

 


 

                รถสองแถวขับพาเราไปยังแหล่งที่คนคับคลั่งเพื่อที่เราจะได้หาอะไรกิน  มื้อแรกที่สมุยบนหาดเฉวงราคาอาหารไม่ได้ต่างจากที่พงันเท่าไหร่แต่เราได้พจนภัยกันน่าดู  เพราะแค่ออกมาหามือแรกเราก็ได้นั่งรถชมแทบรอบเกาะ  จัดการกับมื้อแรกที่หาดเฉวงเสร็จแล้วก็เดินเล่นดูร้านค้าดูผู้คนไปเรื่อยเพื่อเป็นการย่อยอาหารที่เพิ่งจะจัดการไป  ก่อนจะโบกรถสองแถวกลับที่พักเพื่อพักผ่อน

 


 

                บ่ายแก่ๆ ณ หาดเฉวง เกาะสมุย หาดทรายขาวไม่แพ้ที่พงันน้ำทะเลก็ใสไม่แพ้ที่พงัน   เดินเล่นตามแนวยาวของชายหาดถ่ายรูปไปเรื่อยๆจนไปถึงโขดหินใหญ่สวยงามที่ตั้งตะหง่านเชิญให้เราปีนป่าย  แต่ก็ต้องระมัดระวังกันหน่อยเพราะถ้าพลาดตกไปเจ็บตัวได้ง่ายๆเลย    แต่ถ้าขึ้นไปยืนบนโขดหินนั้นแล้วละก็จะติดใจกับวิวสวยๆจนไม่อยากจะลงมาเลยละ   ลมเย็นๆ น้ำทะเลสีครามที่กระทบโขดหินท้องฟ้ากว้างๆ  หันหลังมองกลับไปเห็นผู้คนมากมายกำลังเล่นน้ำโต้คลื้นกันอย่างออกรสออกชาติ  เงยหน้าขึ้นไปเห็นภูเขาใหญ่ที่พระอาทิตย์กำลังจะลุบต่ำหายเข้าไปข้างหลังภูเข้าใหญ่นั้นทำให้เราอดเคลิบเคลิ้มไม่ได้เลยจริงๆ  เราเริ่มทยอยปีนลงจากโขดหินก่อนที่ฟ้าจะมืด  และกลับเข้าที่พักอาบน้ำแต่งตัวและพร้อมที่จะลุยกับสมุยยามค่ำคืน

                เราโบกรถสองแถวอีกครั้งนั่งรถกินลมชมวิวสมุยยามค่ำคืนได้สักพักก็ถึงที่หมายของเรา ถนนบนหาดเฉวงที่คลาคั่งไปด้วยแสงสีเสียงและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย   เราเดินเล่นดูแสงสีไปเรื่อยๆเพื่อหาร้านอาหารบรรยากาศดีๆสักร้านเพื่อดับความหิว  ที่นี้มีร้านอาหารให้เราเลือกเข้าไปฝากท้องมากมายตั้งแต่ร้านที่มีทั่วเมือกรุงอย่างพิชซ่าและแมคโดนัลด์  ไปจนถึงร้านอาหารคู่ทะเลอย่างร้านอาหารทะเลที่นี้ก็มีมาให้เลือกอย่างมากมายจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว  และเราก็เลือกฝากท้องกับอาหารง่ายราคาเบาๆแต่อร่อยจนติดใจ   อิ่มท้องแล้วเราก็เดินดูบรรยากาศยามค่ำคืนต่ออีกสักหน่อย ก่อนจะกลับที่พักเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันต่อไปที่สมุยนี้

 


 

                เช้านี้เราเริ่มต้นการท่องเที่ยวด้วยการนั่งรถไปยังวัดวัดแหลมสุวรรณนารามหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวักปลายแหลม  ในโบสถ์มีปฏิมากรรมฝาผนังที่สวยงาม  เสร็จแล้วเราก็ไปต่อที่วัดพระใหญ่เดินขึ้นไปด้านบนเพื่อไหว้สักการะพระใหญ่ด้านบนและชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม  แล้วเราก็เดินทางต่อไปยังจุดชมวิวสำหรับมองหาดเฉวง เมื่อเรามองลงไปเราก็จะเห็นหาดเฉวงทั้งหาดและยังเห็นที่พักของเราอีกด้วย  เสร็จแล้วไปต่อยังหินตาหินยาย  อยู่บริเวณอ่าวละไม ตำบลมะเร็ด เป็นจุดชทวิวที่มีหินที่เป็นเสมือนตัวแทนของตาและยายทะเลที่สวยงามอีกที่หนึ่ง จากนั้นไปกราบไหว้สักการบูชาหลวงพ่อแดง ที่ วัดคุณาราม(วัดเขาโป๊ะ) เพื่อขอ ความเป็นสิริมงคล หลวงพ่อแดง ปิยะสีโล (ท่านพระครูสมฤกิตติคุณ ) ซึ่งท่านได้มรณภาพไปแล้วด้วยท่านั่งวิปัสสนากรรมฐาน แต่ร่างกายท่านไม่เน่าเปื่อย  เดินทางต่อไปไม่ไกลจากวัดคุณารามเราก็จะไปถึงน้ำตกหน้าเมืองเป็นน้ำตกที่ประชาชนนิยมมาเที่ยวพักผ่อนกันมาก ในฤดูฝนมีน้ำมาก  และที่น้ำตกหน้าเมือง ๑ และ ๒ จะมีกิจกรรมการนั่งช้างบริการนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. ๑๗.๐๐ น ทุกวัน

 


 

            สมุย-กรุงเทพฯ หลังจากได้เที่ยวจนทั่วเกาะสมุยแล้วเราก็เดินทางต่อไปยังท่ารถทัวร์เพื่อขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ  แต่เราก็ต้องนั่งรถทัวร์เพื่อไปลงเรือ  ก่อนจะได้นั่งเรือก็ยังพอมีเวลาเดินเล่นชายหาดดูแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า   ได้เวลาขึ้นเรือแต่ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ลับขอบฟ้า  คงเป็นโชคดีที่เราจะได้มีโอกาศสัมผัสกับบรรยากาศที่สวยงาม  เหมือนได้ชมการแสดงที่สวยงามบนเรือลำใหญ่  พระอาทิตย์กำลังจะหายลับเข้าไปในทะเลขณะที่เราก็กำลังยืนจองมองอย่างตั้งใจบนเรือลำใหญ่  เป็นภาพที่สวยงามมากๆเรือแลนไปด้วยความเร็วพอให้เราสัมผัสได้กับลมที่ปะทะหน้า  ฟ้าเริ่มมืดสลัวลงทำให้เรามองเห็นแสงไฟจากเกาะต่างๆได้อย่างชัดเจน  จนทำให้เราคิดว่าไม่ว่าเวลาไหนที่นี้ก็สวยงามในสายตาเราเสมอ  จากเรือเราก็ต้องเดินทางโดยรถทัวร์ต่อเพื่อมุ่งหน้ายังกรุงเทพฯ  แต่ถึงอย่างไรความทรงจำที่นี้สำหรับเราก็สวยงามจนทำให้เราต้องกลับมาสัมผัสอีกแน่นอน...

edit @ 23 Feb 2010 09:39:36 by bannn-ta-thai

Oh !! Sara  you can do it   ตอน แต่งตัวตุ๊กตา

 

 

                เมื่อวันก่อนเหลือบไปเห็นตุ๊กตาน้องหมาน้อยน่ารักตัวหนึ่งตรงมุมห้อง   เห็นแล้วก็น่าสงสารตุ๊กตาตัวอื่นมีเสื้อผ้าสวยๆใส่   วันนี้ก็เลยจัดการทำตัวเป็นดีไซน์เนอร์จำเป็นให้ตุ๊กตาน้องหมาซะเลย  แต่เราก็ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรให้ยุ่งยากเอาแบบที่ง่ายและสะดวกต่อมือสมัครเล่นอย่างเราขั้นตอนก็ไม่มีอะไรทุกคนสามารถทำตามได้แน่นอนเลย  ก็เริ่มจาก

  1. หาอุปกรณ์ตามรูปเลยนะคะ  ก็มีผ้าสีต่างๆตามใจชอบเลย  เข็มและด้าย  กรรไกร  กระดุม  กาว  และที่ขาดไม่ได้ตุ๊กตาที่น่าสงสาร กี่ตัวก็ได้  ถ้าอยากให้มีเพื่อนเยอะๆก็ทำหลายตัวๆ  ทำเป็นครอบครัวสุขสันต์เลยก็ได้ไม่ว่ากัน

 

  1. นำตุ๊กตาที่เราจะทำการแต่งตัวให้มาวัดตัวเพื่อตัดชุดให้เข้ากับรูปร่างของตุ๊กตาของเรา  ก็จะมีวัด รอบเอว  รอบอก  ความยาวตัว  ความยาวแขนและขา  และวัดรอบแขนและขา  วัดๆๆๆวัดอะไรก็วัดได้เลย  ฮ่า...ละเอียดได้เท่าไหร่ยิ่งดี  แต่แนะนำให้วัดเกินๆไว้สักหน่อยเผื่อเวลาเย็บจะได้พอดีตัวตุ๊กตา
  2. เมื่อเราวัดส่วนต่างๆเสร็จแล้วก็จัดการตัดผ้าที่เราเตรียมไว้ได้เลย  เริ่มจากเสื้อตัวในสีแดงแป๊ด   ตอนนี้อาจจะยังดูไม่เหมือนเสื้อ  แต่รับรองพอไปอยู่บนตัวตุ๊กตาน้องหมาแล้วน่ารักทีเดียว

 

 

  1. จากนั้นก็เป็นกางเกงตัวเก่งก็ตัดผ้าตามที่เราวัดเอาไว้เลย  เสร็จแล้วก็จะได้กางเก่งขาเดฟวัยรุ่นจริงๆ


 

 

  1. เมื่อเราทำกางเกงให้ตุ๊กตาน้องหมาแล้ว  ตอนนี้เทรนเกาหลีกำลังมาแรง  เราก็อย่าให้ตุ๊กตาน้องหมาของเราตกเทรน  ทำเสื้อตัวนอกสไตล์เกาหลีให้ตุ๊กตาน้องหมาของเราซะหน่อย  ก็ตัดผ้าตามที่วัดจากเสื้อตัวในแต่ไม่ต้องเอาแขนมานะ
     

 

 

  1. ขั้นตอนต่อไปก็เข้าสู่ขั้นตอยเย็บแล้วละ  ก็เริ่มจากเสื้อตัวในดูแบบจากเสื้อจริงๆของเราก็ได้แล้วเย็บตามเลย  กางเกงและเสื้อตัวนอกก็เช่นกัน  แต่พิเศษสำหรับเสื้อตัวนอกนิดนึงเพราะเราจะต้องมีกระดุมติดไว้สักหน่อยจะได้ดูเหมือนเสื้อมากขึ้นและถ้าอยากให้ตุ๊กตาน้องหมาของเราน่ารักยิ่งขึ้นก็ใช้เศษผ้าที่เหลือทำโบว์แล้วนำมาติดไว้ที่เสื้อตัวในเพิ่มความเก๋ไก๋ไฮโซให้ตุ๊กตาน้องหมาของเราได้เยอะเลย

 

 

  1. เมื่อเราเตรียมเครื่องแต่งกายให้ตีกตาน้องหมาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เข้าสู่ขั้นตอนการแต่งตัวแล้วละ  ก็ใส่เสื้อ  ใส่กางเกง  และปิดท้ายด้วยเสื้อตัวนอก  แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

            

 

            เห็นไหมละไม่ยากเลยใช่ไหม  จากตุ๊กตาโป๊ๆตัวหนึ่งกลายเป็นตุ๊กตาเก๋ไก๋ไฮโซสไตล์เกาหลีไปเรียบร้อย  น่ารักน่าหยิกไปเลยใช่ไหมละ  ลองเอาไปทำดูนะคะเป็นงานผีมือที่น่ารักและสามารถนำไปให้เพื่อนๆในวันสำคัญๆได้อีกด้วย...

 

 

edit @ 23 Feb 2010 09:30:55 by bannn-ta-thai

edit @ 23 Feb 2010 09:38:29 by bannn-ta-thai

edit @ 23 Feb 2010 09:38:49 by bannn-ta-thai

Recommend