Past
Tales
เรื่องเล่าที่มีความสุขกับดนตรีที่อบอุ่น
วันนี้มีโอกาสได้มานั่งคุยแบบส่วนตั๊วส่วนตัวกับ
5 คนดนตรี แห่งวง Past Tales วงดนตรีแนวอะคูสติก โซลเจ้าของเพลง “คนในเพลงเหงา”ที่กำลังเป็นที่จับตามองอยู่ในขณะนี้
ด้วยการทำดนตรีที่แปลกแหวกตลาดไม่เหมือนใคร
ทำให้เพิ่มความน่าสนใจได้มากเลยทีเดียว 5หนุ่มที่บอกว่าตัวเองเล่นดนตรีด้วยความสุขและอยากจะให้ทุกคนมีความสุข เราลองมาทำความรู้จักกับพวกเขาดูสักหน่อย ไม่รู้ว่าตัวจริงจะแปลกเหมือนดนตรีที่พวกเขาเล่นหรือเปล่า...
ช่วยแนะนำตัวกันหน่อยว่ามีใครบ้าง
ก้อ : อ่ะมีใครบ้างครับแนะนำกันก่อนเลยครับ ให้โซน เพอร์คัชชัน
แนะนำก่อนเลยครับ
ต้อม : ครับ ต้อมครับ เล่น เพอร์คัชชัน
ต่อไปให้โจ้เล่นเพอร์คัชชัน แนะนำต่อเลยครับ อ่ะโจ้แนะนำตัว
ทุกคน : ฮ่า..
ก้อ
: โจ้นี้เป็นน้องใหม่สุดของเราเลยนะครับ
โจ้
: ครับโจ้ เพอร์คัชชัน ครับ (ยิ้ม)
ก้อ
: คนต่อไปนี้สาวกรี๊ดมาก
แชมป์ : ครับ สวัสดีครับแชมป์คีย์บอร์ด ครับ (ยิ้ม)
ต้อม : เปียนโนด้วย
ก้อ :
ทุกอย่างแหละครับ อะไรจิ้มๆพี่แชมป์เล่นได้หมด
โจ้ : จริงหรอพี่
ก้อ : อ่า.โอเคๆต่อไปพี่จิ๋ว
จิ๋ว
: แนะนำกันครบแล้วหรอ
ก้อ : จะครบแล้วพี่
จิ๋ว
: อ่ะ ครับ ผมจิ๋วเล่นกีต้าร์ครับ
ก้อ : แล้วผมนะครับ ก้อครับร้องนำ
แล้วมารวมตัวกันได้อย่างไง
ก้อ : รวมตัวกันได้อย่างนี้แหละครับ
ต้อม : เราไร้สาระไปวันๆก็เลย เฮ้ย
เล่นดนตรีเว้ย
โจ้ : ชีวิตเราต้องมีจุดหมายพี่
ก้อ : ก็เริ่มจากผมกับพี่จิ๋วก่อน
เคยประกวดดนตรีด้วยกันตอนสมัยอยู่ ม. ธรรมศาสตร์
ชื่อวงกองทัพเห็ด พอเราประกวดปุ๊บดันชนะเลิศ
ได้ทั้งระดับมหาวิทยาลัยพอไปแข่งระดับประเทศก็ชนะอีก พอชนะปุ๊บได้แชมป์เสร็จปุ๊บ แน่นอนวงเรา
ก้อ : จิ๋ว : แตก
ทุกคน : ฮ่า..
ต้อม : ตอนนั้นผมยังไม่เล่ยดนตรีเลย
ยังไปนั่งดูวงกองทัพเห็ดเล่นอยู่เลย
จิ๋ว
: อ๋อ ไอ้คนที่มาโยกหัวข้างหน้าเวทีนั้นหรอ
ทุกคน : ฮ่า..
ต้อม : พอวงแตกปุ๊บ ก้อก็ติดเอเอฟไป
จิ๋ว :
ใช่ ๆ ก้อติดเอเอฟทุกคนก็แยกย้ายกันไป
ก้อ :
พอเราออกจากเอเอฟ เราก็ตัดสินใจแล้ว
เพราะว่าเราเต้นมาเยอะแล้วเราจะเลิกแล้วเราน่าจะเอาดีทางอื่น
จิ๋ว
: ก็เลยชวนคนที่หน้าตาแบบบอยแบนด์มา
ก้อ : ใช่ เฮ้ย
ต้อม : ต้องลำซิ่ง ฮ่า..
ก้อ : เราก็มานั่งถามตัวเองว่า เฮ้ย
กำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังทำสิ่งที่อยากทำอยู่จริงๆหรอ
เราก็ตอบเลยว่าใช่เราอยากเป็นศิลปิน แต่คราวนี้เราจะเดินทางไงต่อ
จะให้เราไปเป็นบอยแบนด์มันก็ไม่ใช่แล้ว
แต่ความฝันหนึ่งที่เรายังไม่ทำให้มันเป็นจริงเลยก็คือ
เราอยากมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง
ต้อม : ก่อนติดเอเอฟก้อเคยเล่นดนตรีที่ร้านคอฟฟี่พีซด้วยนี้
ก้อ :
ใช่ๆ
เป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งที่เราลืมเล่าตลอดเลยต้องขอบคุณพี่ต้อม ร้านคอฟฟี่พีซ เป็นร้านที่ให้โอกาสคนที่ไม่รู้จักอะไรอย่างเรา ตอนนั้นเราก็เล่นเปียนโนแล้วเราก็อยากร้องเพลง
แล้วพี่จิ๋วก็ชวนเราไปเล่นที่ร้านนี้
ซึ่งก็เปิดโลกดนตรีให้กับเราในขณะที่เราเล่นเปียนโนแล้วก็ร้องเพลงไปด้วยมันทำให้เรามีความสุข
ตอนนั้นเราเล่นไม่เก่งแทบเล่นไม่เป็นเลยด้วยซ้ำแล้วเราก็หัดเล่นเราอยู่กับมันวันละสิบชั่วโมงได้แล้วเราก็ไม่ไปเรียนวิศวะนั่งเล่นเปียนโนวันละสิบชั่วโมง
แล้วเราก็แบบเราอยู่กับมันได้
แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้อยากให้คนอื่นๆทำตามนะมันอาจจะเป็นโชคชะตาของเรา
อันนี้ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยน
เป็นร้านที่ทำให้เรามีความสุขกับการเล่นดนตรีให้เรารู้ว่าเราอยากจะทำอะไร
จิ๋ว
: คือร้านนี้เล่นอะคูสติก ก็ไปเล่นกันสองคนกีต้าร์กับเปียนโน
แล้วก้อก็ติดเอเอฟไป
ก้อ : แล้วกลับมาเราก็อยากจะตั้งวง
แล้ววงเราเป็นอะไรที่ค่อนข้างเดสทินี่มากๆเลยนะ
เราไปบังเอิญเจอพี่จิ๋วที่ร้านที่พี่จิ๋วเล่นอยู่ พอเราไปเจอพี่จิ๋วแล้วไฟเดิมๆมันกลับมา
เราก็เลยชวนพี่จิ๋วมาเล่นด้วยกันแต่เราก็รู้สึกว่าสองคนมันยังไม่ใช่วง
ตอนนั้นพี่จิ๋วมีคำถามที่ถามเราว่าเราจะเล่นดนตรีไปเรื่อยๆเล่นเพลงคนอื่นไปเรื่อยๆแบบนี้หรือเราไม่เล่นกลางคืนแล้วออกมาทำเพลงเองซึ่งสองทางนี้มาต่างกันมากแล้วเราก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
แล้วเรากับพี่จิ๋วก็ตัดสินใจเลือกทางที่ยาก ก็คือเราตัดสินใจที่จะมีเพลงของตัวเอง
แต่แค่เรากับพี่จิ๋วมันก็ยังไม่เป็นวงอ่ะ
จิ๋ว
: เหมือนขาดสิ่งที่เรียกว่าจังหวะ เราก็เลยชวนมือคีย์บอร์ด
ก้อ : คีย์บอร์ดเกี่ยวอะไรกับจังหวะ
จิ๋ว
: ก็ทำเสียงตึกโป๊ะตึกตึก ไง
ก้อ : ต้องบอกเลยว่าพี่แชมป์ได้มาด้วยความบังเอิญมีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปเล่นคอนเสิร์ตเล็กๆ
ก็มีเราแล้วก็พี่จิ๋วเราก็เลยอยากได้มือคีย์บอร์ดพี่จิ๋วก็เลยไปชวนพี่แชมป์มาเล่นในคอนเสิร์ต
พอได้เจอกับพี่แชมป์แล้วทัศนคติทางดนตรีแล้วก็วิธีการเล่นดนตรีรู้สึกว่าไปด้วยกันได้
แล้วพี่แชมป์ก็โดนเราหลอกมาจนได้
ตอนนี้ก็มีสามคนแล้ว
แต่มันยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจังหวะอย่างที่พี่จิ๋วบอก เราก็เลยนึกถึงคนคนหนึ่ง
ก็คือต้อมเราก็เลยโทรไปหาต้อม เพราะเราไม่อยากได้กลองเราอยากเป็นแบบอะคูสติกเราเลยอยากได้เพอร์คัชชัน
จิ๋ว
: ก็เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเลย
ก้อ : “ฮัลโหลต้อม” (ทำท่าทางเป็นคุยโทรศัพท์)
จิ๋ว
: “ว่าไง” (แสดงเป็นต้อมตอนคุยกับก้อ)
ทุกคน : ฮ่า..
ก้อ : “รู้จักคนที่เล่นเพอร์คัชชันเป็นไหม” ตอนนั้นโทรไปหาต้อมแต่ไม่ถามถึงต้อมเลย
จิ๋ว
: แล้วต้อมก็ตอบมาว่า “กูไง”
ต้อม : ผมเนี้ยแหละ
ตอนนั้นคงคิดว่าเรายุ่งเลยถามมาว่ารู้จักใครที่เล่นเพอร์คัชชันไหมแนะนำให้หน่อยตอนแรกจะแนะนำโจ้พอดีตอนนั้นว่างอยู่
จิ๋ว
: ตอนซ้อมด้วยกันครั้งแรกต้อมบอกว่าช่วยยกของหน่อย
เราก็เฮ้ยจะมีอะไรมากมายแค่เพอร์คัชชันแต่ของทั้งหมดที่อยู่ในห้องซ้อมอยู่ในรถต้อม
ก้อ : แบบใช่เลยอ่ะ
ต้อมเข้าใจในสิ่งที่เราอยากจะทำ
จิ๋ว
: เราก็เลยหลอกล่อมาได้อีกคนนึง
ต้อม : ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าไปฟังช่วงนั้นที่เล่นดนตรีกัน ช่วงนั้นพยายามจะทำเพลงกันแล้วก็เล่นร้านไปด้วย
จิ๋ว
: เลิกเล่นร้านเพื่อจะมาทำเพลงพอรวมวงได้ก็กลับไปเล่นร้านอีกครั้งนึง
ก้อ :
เรารู้สึกว่าเรายังมีประมบการณ์ไม่พอที่จะรวมวง แบเราเจอกันแค่นี้มันยังไม่พอเราต้องซ้อม
ต้อม : ซ้อมด้วยกันบ่อยๆเล่นด้วยกันบ่อยๆ
ไปเล่นด้วยเครื่องดนตรีเท่านี้ในสถานที่ต่างๆ
ก้อ : พอวันหนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่าเราหยุดเถอะเราพร้อมแล้วกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่อ่ะ
เราก็เลยมารวมกันแล้วมีเพลงขึ้นมา
ต้อม :
ต่อไปโจ้
ก้อ : โจ้เนี้ยเข้ามาหลังสุดเลยหลังจากที่เรามีซิงเกิลแรกออกมาแล้ว
แล้วทุกครั้งที่เราออกไปเล่นที่ไหนอ่ะเรารู้สึกว่ามันยังไม่เต็ม
ต้อม : คือเพอร์คัชชั่นไม่ค่อยเน้นขาแล้วมีอยู่แค่สองมือพอเจอเวทีใหญ่มากๆเข้า
แล้วมีอยู่แค่สองมือ ก็เลยมีเพิ่มอีกสองมือดีกว่า
ก้อ : แล้วเราไม่รู้ว่าโจ้เล่นดีหรือเปล่า
แล้วเจอกันครั้งแรกเหมือนมันเป็นโชคเพราะโจ้เองก็เป็นคนตั้งใจ
ต้องบอกเลยว่าเราชอบใครความตั้งใจแล้วก็มุ่งมั่นที่ตัวเองจะเก่งขึ้น
เราก็เลยรู้ว่าเฮ้ย ลองมาเล่นด้วยกันดูก็เลยชวนโจ้ไปเล่นที่งานแฟตด้วยกันที่เชียงใหม่หลังจากนั้นมาก็โดนหลอกอยู่ยาวเลย
โจ้ :
เยี่ยมไปเลยพี่
ก้อ :
แล้วในซิงเกิลที่สองก็จะมีโจ้มาช่วยตีอีกคนนึง
แล้วชื่อวงละ
มีความหมายว่าอะไร เกี่ยวอะไรกับสี Pastel หรือเปล่า
โจ้ : สู้ตายเลยพี่ เอาเลย
ก้อ : อ่า ครับสำหรับวงของเรา
บอดี้แสลมก็ดีใจมาก อ่ะจึ๋ย
ทุกคน
: ฮ่า....
ก้อ : เข้าเรื่องๆ ความหมายของชื่อวงนะ
ก็คือ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Past Tales เป็นคำพ้องเสียงครับ เหมือนกับสิ่งที่เราน่าจะรู้จักกันดีนั้นก็คือ สี Pastel เป็นสีที่แบบอบอุ่น เหงาๆ เราก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ดนตรีเราจะเป็นแบบเนี้ย
เราก็เลยรู้สึกว่าใช่
แต่ทุกครั้งเวลาที่เราแต่งเพลง ทุกครั้งที่เราเขียนเพลงอ่ะ
ก็จะเขียนมาจากเรื่องเล่าที่เราเคยเจอมามันเป็นประสบการณ์ของเราเอง
มันเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วของเรา มันก็เลยออกมากเป็นคนพ้องเสียงเสียง Past
แล้วก็ Tales ที่แปลว่าเรื่องเล่า
ก็เลยเอาสองคำนี้มารวมกันแล้วก็มีความหมายคลายๆกับชื่อสีด้วย
ต้อม : คือดนตรีมันจะอุ่นๆ แต่ว่า
เวลาเขียนจะเขียนว่า Past Tales มันเป็นวิธีการแต่งเพลง โดยการที่เราเรื่องที่ผ่านมาแล้วมาเล่า
ก็เลยแปลได้ว่า เป็นดนตรีอุ่น ๆกับวิธีการแต่งเพลงของเรา
ก้อ :
พี่จิ๋วตอบหน่อยครับว่าคืออะไร
เพราะพี่จิ๋วจะมีนิยามเกี่ยวกับชื่อวงเรา
จิ๋ว
: คือพวกเราทุ่มสุดตัวก็เลยตั้งชื่อวงว่าบอดี้แสลมครับ
ทุกคน : เฮ้ย ไม่ใช่ ฮ่า...
ปัญหาในการทำงานละมีอะไรหรือเปล่า
ก้อ : คือต้องบอกไว้ก่อนว่าพวกเราทุกคนไม่ได้เล่นดนตรีกันแค่อย่างเดียวทุกคนมีงานประจำบางคนมีเรียน
อย่างต้มนอกจากเล่นดนตรีก้ยังมีธุรกิจของตัวเอง มีหนังสือเป็นของตัวเอง
แล้วก็เรียนด้วย
พี่แชมป์ก็เป็นคนนึงที่เรียนแล้วก็ต้องดูแลห้องอัดของตัวเอง
แล้วก็เป็นห้องอัดที่พวกเราใช้ทำงานกันด้วย โจ้ก็เป็นคนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยอีกคนนึง
โจ้มาเล่นดนตรีกับเราจนบางครั้งกลับไปที่ออฟฟิตจะมีคนมานั่งทำงานแทน แล้วก็พี่จิ๋วนี้สุดยอดมากเลยทำงานไปด้วยแล้วคนที่ทำงานยังไม่รู้เลยว่าพี่จิ๋วเล่นกีต้าร์เป็น
จิ๋ว : คนที่บริษิทยังไม่รู้เลย
โจ้ : ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเป็นวงนะ แต่ไม่รู้ว่าเล่นกีต้าร์เป็น
ไม่รู้อะไรเลย
จิ๋ว
: ขนาดเพลงติดชาร์ตแล้วยังไม่รู้เลย
ต้อม พี่จิ๋วก็จะมีห้องซ้อมดนตรีอยู่ที่
ม. ธรรมศาสตร์รังสิด้วย มีคาราโอเกะมีอินเตอร์เน็ตด้วย
ก้อ : ตอนนี้ศาลกำลังตัดสินยึดทรัพย์พี่จิ๋วเพราะทำงานเยอะเหลือเกิน
จิ๋ว
: ใช่ๆ ฮ่า...
ก้อ : ส่วนเราก็โชคดีหน่อยเพราะงานกับเรียนดันมาตรงสายพอดีแล้วเราก็มีเวลาค่อยข้างเยอะให้กับงานของเรา แล้วเราก็เหมือนเป็นกาวที่คอยยึดเหนี่ยวคนในวง
จิ๋ว
: เวลาจะนัดซ้อมก็คือไอหมอนี้
ก้อ : แต่พวกเราโชคดีที่พวกเราเชื่อมั่นในกันและกัน ถึงเราจะไม่เวลาแต่เราเชื่อว่าพอถึงเวลาแล้วพวกเราทำได้ เพราะพวกเรารู้จักกันมาก่อน เลยสามารถทำให้เราคุยกันได้ทุกเรื่อง
ต้อม : แบบไอ้นี้ก็ชอบอะคูสติก
ไอ้นี้ก็พอเข้าใจว่าซาวด์เป็นไง
ไอ้นี้ก็พอจะรู้ว่าอะคูสติกจะใส่อะไรอะไรให้มันดูสวยงามขึ้น
ก้อ :
พวกเราไม่ได้เล่นดนตรีด้วยความอยากดังแล้วเราเล่นดนตรีด้วยความสุข
วันนึงเรามีเพลงแล้วเรามีความสุขเราก็อยากที่จะถ่ายทอดความสุขนี้ไปให้คนอื่นๆ
แล้วเราโชคดีที่ซิงเกิลแรกมีคนชอบมันก็เลยทำให้เรามีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นมาก
แล้วกระแสตอบรับกับซิงเกิลแรกที่ปล่อยไปเป็นอย่างไงบ้าง
ต้อม : ก็อย่างที่บอกไป มันดีมาก
ก้อ : เราดีใจมากเราเป็นแค่วงหน้าใหม่วงหนึ่งอ่ะ ตอนนี้ต่างจังหวัดก็ชอบเพลงเรามากเราไปเล่นที่เชียงใหม่มาเพลงเราก็ติดชาร์ตท๊อปไฟว์ที่เชียงใหม่ด้วย
พอไปชลบุรีเพลงเราก็ขึ้นอันดับสองเลย ตอนนี้ที่ภาคอีสานก็ค่อยๆขึ้นมา
ต้อม : ตอนแรกเราไม่ได้กะให้เป็นขนาดนั้น
ก้อ :
ใช่เราไม่ได้กะไว้เลยแค่มีคนฟังเพลงของเราเราก็ดีใจมากแล้ว เราบอกเสมอถ้าชอบให้บอกต่อด้วย
เราพูดตรงๆว่าเราไม่มีความมั่นใจว่าเพลงของเราจะดังเราแค่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดีกับตัวเรามันดีกับวงเราและมันน่าจะดีสำหรับทุกๆคนที่ได้ฟังด้วย เราก็เลยอยากจะบอว่าถ้าใครชอบขอให้บอกต่อ วันนี้มันก็ได้เปิดในหลายๆที่เราดีใจมาก แม้แต่
seed ก็เปิดเพลงของเราเราดีใจมาก
แล้วแบบนี้ไม่คาดหวังอะไรเลยหรอ
ก้อ : เรียกว่าไม่คาดหวังอะไรเลยดีกว่า อย่างที่บอกเราทำเพลงเพราะเรามีความสุขที่จะทำแล้วก็ไม่คิดว่าเราจะต้องมากดดันตัวเองด้วยเรื่องชื่อเสียง
ถ้าเราคาดหวังแล้วเราดังมันก็แค่เราดังอ่ะแต่ถ้าเราไม่คาดหวังแบบนี้พอมีคนฟังเพลงเรามันแบบสุดยอดๆอ่ะ
ต้องทำเพลงเองแบบนี้ก็ต้องที่ส่งเดโมเทปด้วยซิ
ทำอย่างไงกันหรอ
ก้อ : ใช่ๆ ตอนนั้นเราทำไว้หลายเพลงมาก เราเคยไปเสนอทีนึงแล้วแค่เขาก็เหมือนไม่ชอบ
ต้อม : แต่ที่ว่าเสนอค่ายก็มีอยู่ค่ายเดียวเพราะว่าก้อก็ยังติดสัญญาอยู่ที่ทรู ตอนนั้นเขาเรียกเอเอฟทุกคนเข้าไปคุย
ก้อก็เข้าไปคุยเรามีเพลงเราแล้วเอาเดโมมาให้ฟังด้วย
ก้อ : ตอนนั้นพร้อมจริงๆ พอทำเดโมคนในเพลงเหงาเสร็จปุ๊บนะเราก็ค่อนข้างมั่นใจกับซิงเกิลนี้
เราไม่ได้มั่นใจว่ามันจะดังนะแต่เรามั่นใจว่ามันน่าจะผ่านอย่างน้อยๆเขาน่าจะเชื่อมั่นใจสิ่งที่เราทำ เราก็ไม่กล้าเอาไปให้ตรงๆหรอก เราก็เอาไปฝากว่าน (ธนกฤต พานิชวิทย์) เราก็ต้องขอบคุณว่านด้วยว่านเป็นเหมือนคนที่เปิดมุมมองใหม่ๆ เพราะว่านก็เป็นคนแต่งเพลงเอง
ร้องเพลงเองทำเองทุกอย่าง
ต้อม : ใช่ๆว่านเก่งมากๆ
ก้อ : พอว่านฟังแล้วว่านก็แบบ เฮ้ยก้อดีว่ะ
เราก็แบบเฮ้ยดีหรอว่ะ ว่านก็บอกเดี๋ยวจะเข้าบริษัทิจะเอาไปให้พี่เขาฟังดู
แต่เราก็บอกว่าจะดีหรอว่ะแต่ใจนี้ดีๆๆ ฮ่า...
และเหมือนพระเจ้าช่วยเราด้วยแหละเพราะคนที่ฟังเขาชอบแล้วเขาก็ถามว่านว่าเพลงใครว่านก็บอกว่าเพลงก้อแล้วเขาก็ถามกลับมาว่าก้อนี้ใครว่ะ แล้วเขาก็เลยเรียกเราเข้าไปคุย แล้วก็บอกว่าเราอยากทำเป็นวง
เพราะมันจะมีปัญหาตรงที่ว่าเอเอฟไม่เคยทำเป็นวงมาก่อน
ต้อม
: ตอนนั้นก็จะเป็น ก้อ
แอนด์ เดอะ พาสเทล
ก้อ : สุดท้ายก็คุยกับบริษัทจนเขายอม
ตอนแรกบรัทก็จับตามองไม่ใช่เพราะน่าสนใจนะแต่ดุว่าจะดังหรือเปล่า แล้วว่านก็แนะนำพี่โตน วงโซฟา (จักรธร ขจรไชยกูล)
ว่านก็เอาเดโมไปให้พี่โตนฟังก็อีกนั้นแหละพี่เขาก้บอกว่าดีและก็ถามอีกว่าก้อไหน
พี่โตนกับว่านก็เลยช่วยกันแล้วก็มาเป็นเพลงคนในเพลงเหงาในปัจจุบัน
แล้วสิ่งที่เราภูมิใจก็คือเราอัดเพลงนี้กันเองไม่ได้ให้คนอื่นมาเล่นแทน
ต้อม
:มันเป็นเรื่องยากด้วยแหละว่าที่จะให้คนอื่นอัดให้
เพราดนตรีที่เราทำอยู่มันค่อยข้างจะเป็นของใหม่เหมือนกัน ไม่ค่อยมีใครเล่นกันแบบนี้เล่นเพอร์คัชชัน
กีต้าร์ คีย์บอร์ด แล้วก็ร้อง
โจ้ : ผมว่าไม่มีเลยมากกว่า
ต้อม :เพราะคนที่จะมีประสบการณ์ในการอัดแบบนี้มีน้อยมาก
อย่างที่บอกมันค่อนข้างจะใหม่และคนที่จะเข้าใจก็ต้องเป็นคนเล่น และก็เป็นความโชคดีอีกอย่าง
คือเรามีคนมาช่วยเยอะด้วย ก็มีว่านพี่โตน
และอีกคนก็คือเควิน มือกลองวง เดอะ บีกินส์
ก้อ : พอทำเพลงนี้จบแล้วพี่โตนก็แบบท่อนโซโลเปียนโนเขาอยากได้อะที่มันมีสีสันมากกว่านี้พี่โตนก็เลยอยากได้เสียงคนพูด พี่โตนก็ให้ไปแต่งมาว่าอยากพูดอะไร เราก็เลยแบบ “พี่จะให้ผมพูดเนี้ยนะ สวัสดีครับผมก้อและพวกเราวงพาสเทลนะครับ พวกเราดีใจมากเลยนะครับ”
ทุกคน : ฮ่า...
ก้อ : เราก็แบบไม่น่าจะเหมาะนะ
ต้อม : พี่เควินเขาก็จะร้องคอรัสให้พี่บี
พีระพัฒน์บ้าง
โจ้ : เพลงไม่เหลืออะไรจะเสีย
ก้อ : เราก็ได้มือโปรอีกคนที่มาช่วยเราก็เนี้ยพี่เควินที่มาพูดให้เราในท่อนโซโล่เปียนโนให้เรา
ต้อม : เราก็บอกว่าพี่เควินว่าช่วยอัดให้เราหน่อยได้ไหมเควินก็อัดให้เราเลยเดี๋ยวนั้นเลย
แต่งเนื้อสดเลยนะ
จุดขายของ
Past
tales ละคืออะไร
โจ้ : เราเต้นครับ
ทุกคน : ฮ่า ใช่ครับเราเต้น
ก้อ : คือเราต้องการเป็นวงบอยแบนด์ที่เล่นดนตรีวงแรก ฮ่า..
โจ้ : Y – M – C – A ~~~
ทุกคน : ฮ่า...
ก้อ :
เฮ้ย ไม่ใช่ ฮ่า.. อย่างที่บอกคือผมมีความตั้งใจอย่างนึงแล้วก็เชื่อว่าทุคนในวงมีความตั้งใจเหมือนกันว่า
เราชอบดนตรีอะคูสติกเราชอบอะไรที่เป็นแบบโฟล์คซองง่ายๆ สบายๆ
ต้อม : ไม่สบายนะ ง่ายแต่ไม่สบาย ฮ่า..
ก้อ : พี่โดนก็ยังบอกว่าสิ่งที่เรานะมันยากนะ แต่เราก็ตั้งใจไม่มีอะไรยากเกินที่เราจะทำ
ต้อม : พี่โตนเขาก็นิยามดนตรีของเรา
เพราะตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเราจะเรียนมันว่าอะไรดี พอพี่โตนมาฟังในห้องซ้อมแล้วพี่โตนก็บอกว่า อ๋อ
อะคูสติดโซล คืออะคูสติกเป็นอะไรที่อันปลั๊กอ่ะ ไม่ได้ใส่เอฟเฟคที่หวือหว่า
แล้วมันก็เป็นเครื่องดนตรีที่มาจากไม้เกือบหมดอ่ะ
แรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีละ
ก้อ : ของแต่ละคนเลยนะ
ต้อม : เดี๋ยวหาแรงบันดาลใจก่อน
ก้อ :
ในที่สุดพี่แชมป์ก็จะได้พูดแล้วครับ
ทุกคน : ฮ่า... งั้นพี่แชมป์ก่อนเลย
แชมป์ :
แรงบันดาลใจของผมก็คือผมเล่นดนตรีเพราะผมอยากสรรเสริญพระเจ้านั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเล่นดนตรี
เพราะผมเป็นคริสเตียนแล้ววิธีการที่จะสรรเสริญพระเจ้า เหมือนกับการที่เรารักใครสักคนเราก็จะให้ดอกไม้แล้วคริสเตียนเขาจะร้องเพลงกันก็เลยทำให้เราเริ่มเล่นดนตรี แรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีก็คือสรรเสริญพระเจ้าครับ
จิ๋ว
: ครับผมจิ๋วนะครับก็แรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีของผมก็คือสรรเสริญพี่แชมป์
ทุกคน : ฮ่า..
จิ๋ว
: เมื่อก่อนดนตรีมันก็มีความหลากหลายไม่ใช่น้อยๆ พอเราได้ฟังเพลงของสากลแล้วมันแบบเออมันมีอะไรมากกว่า ตอนนั้นชอบมากเลยคือวง เนอร์วาน่า ( Nirvana) เนอร์วาน่าก็เป็นเหมือนวงที่ทำให้เราเริ่มเอากีต้าร์มาเล่น แล้วเราก็ชอบมากเลยโดยเฉพาะเคิร์ท โคเบน
ร้องนำและ เมื่อก่อนที่เล่นกีต้าร์มันจะยากตรงคอร์ดทาบมือกีต้าร์ แล้วมีคืนนึงฝันว่าเคิร์ท
โคเบน มาสอนกีต้าร์ให้แล้วหลังจากวันนั้นไม่น่าเชื่อเลยว่ากจับคอร์ดทาบได้
คอร์ดทาบต้องบอกก่อนเลยว่าถ้าจะทำได้ต้องหัดฝึกนานมาก คอร์ดทาบมันทรมานมากเล่นยากกดไม่ได้ พอได้ เคิร์ท
โคเบน มาสอนให้ในฝัน ตื่นมาเล่นได้เลย
โจ้ : มีข้อนิ้วเพิ่มมาสองข้อ
ทุกคน : ฮ่า...
จิ๋ว
: แต่หลังจากนั้นก็ไม่มาหาอีกเลย ฮ่า... ตอนนั้นเราก็หัดเล่นดนตรีร็อคก่อน
ตอนนั้นก็วัยรุ่นก็เล่นอะไรมันๆ แล้วก็เล่นมาจนถึงทุกวันนี้
โจ้ : ก่อหน้าที่มาเล่นดนตรีก็คือร้องเพลงมาก่อน
แล้ววงที่เป็นแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีเลยก็คือวงบีจีส์
(Bee Gees ) มาก แล้วโดยส่วนตัวตัวแนวเพลงแบบดิสโก้อะไรแบบนี้
พอมาเข้าชมรมโฟรค์ซองก็มาเจอกับพี่ก้อพี่ต้อม
ก็เลยเริ่มมาเล่นเพอร์คัชชันมาหัดกลองบ้างหัดเขย่านู้นนี้บ้าง
พอเล่นแล้วก็เลยรู้สึกชอบแล้วก็เลยมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเวลาเล่นแล้วรู้สึกมีความสุข
ต้อม : เราเริ่มเล่นดรตรีช้า แต่พี่ฟังดนตรีมานานมากแล้ว
ก้อ : เริ่มเล่นเมื่อวาน ฮ่า..
โจ้ : ช้าไป
ต้อม : เอางี้ เริ่มเล่าเพอร์คัชชันช้า แต่เครื่องดนตรีก็เคยเล่นมาเกือบหมดแล้ว ก็จะมีแซ็กโซโฟน ,กีต้าร์ ,ไวโอลิน ก็หาตัวเองมานาน
ไม่รู้เพราะอะไรแต่เป็นคนชอบฟังเพลงมานานแล้ว
ตอน ม.ต้นฟังดนตรีคลาสสิก พอ
ม.ปลายก็เจอเพื่อนๆเล่นดนตรีเยอะ
แล้วไม่มีใครเล่นคลาสสิกก็มีแต่ร็อคก็เลยชอบเพลงร็อคไปด้วยแต่ว่าหาตำแหน่งลงไม่ได้เราก็เลยไปนั่งฟัง แล้วช่วงนั้นแรงบันดาลใจคือ สลิปน็อต
(Slipknot )
แต่ก่อนก็มรู้นะว่าดนตรีพวกนี้มีอิทธิพลต่อเราขนาดไหน เมทัลหรืออะไรแรงๆหนักๆมันเป็นเพลงที่ดีจริงนะทำมาแล้วถึงฟิวมาก
ถึงแม้เราไม่ได้ทำพวกนั้นในปัจจุบันอย่างน้อยมันก็ทำให้เราฉีกตัวเองออกมาฟังดนตรีที่คนเขาไม่ฟังกัน
แล้วหลังจากนั้นชีวิตเป็ยแบบนั้นหมดเลยพยายามฟังอะไรที่คนเขาไม่ฟังอ่ะ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยมาแล้วก็ฟังแจ๊สเพราะอยู่ชมรมโฟล์คซองด้วยตอนนั้นคนก็ยังน้อยเราก็เลยไปร้อง
พอคนร้องเยอะเราก็ไม่รู้จะทำอะไรแต่ก็ยังอยากอยู่ในชมรมตอนนั้นเพอร์คัชชันยังไม่มีอะไรเลยนะจะมีบองโก้กับไข่อ่ะ แต่บองโก้ไม่มีใครตีเป็น เราก็เลยนั่งเขย่าไข่ไปก่อนอยู่เดือนนึงแล้วก็กลายเป็นคนเดียวที่เขย่าอะไรพวกนี้ได้ ก็เลยโดนดันจากนักร้องมาสู่เพอร์คัชชันทันที
ตอนนั้นอยากลาออกจากชมรมมาเพราะเล่นเพอร์คัชชันไม่เป็นเลยเพราะเป็นคนถือเรื่องนี้มากว่าถ้าเบสิกไม่ดีหรือเล่นไม่เป็นอย่าเล่น จริงๆเริ่มเล่นเพอร์คัชชันตอนปี 4
โจ้ : ผมเล่นตอนประมาณปี 2
ต้อม : ตอนนั้นรู้อะไรมาก้จะมาสอนโจ้เลย แต่แรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีแนวร้องก็จะเป็นพี่แจ้
เป็นผู้หญิงที่ร้องเพลงได้ประมาณ รัดเกล้า
อามระดิษ
พี่คนนี้ทำให้เราเปิดดนตรีใหม่เลยทำให้รู้สึกฟังดีขึ้นมาถึงแม้ผีมือการร้องไม่ได้ดีขึ้นมาก
เพราะฉนั้นว่าแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีก็คือดนตรี มันไม่มีอะไรเลยก็แค่ได้ฟังดนตรีดีๆแล้วอยากทำอย่างนี้ให้ได้บ้างจบ
ก้อ : อย่างที่บอกเราเริ่มมาจากเราไม่รู้อะไรเลย เราเล่นกีต้าร์เพราะโดนพ่อบังคับ เพราะตอนเด็กๆเราอยากวาดรูป บางครั้งเราจะเจออะไรสักอย่างไม่จำเป็นที่เราจะต้องเจอจากการที่เราตั้งใจไปสัมผัสมัน เพราะเราก็โดนบังคับเราเล่นประมาณ 4 ปี แล้วเราก็รู้ว่าเราไม่อยากเล่นเพราะกีต้าร์มันไม่ใช่แล้ว
แล้วมีอยู่วันนึงเพื่อนเขาก็ตั้งวงกันแล้วรู้สึกว่าเราอยากไปแจมด้วยจังเลยแต่เราเล่นอะไรไม่เป็นเลยนอกจากกีต้าร์แล้วก็อิเล็กโทน เราเลยต้องเลือกสักอย่างระหว่างสองอันนี้เราก็เลยเลือกอิเล็กโทนแล้วก็มาหัดเอง
ตอนนั้นเราเริ่มเห็นประโยชน์ของมันแล้วว่าเล่นดนตรีแล้วสาวกรี๊ดอ่ะ
เราก็เล่นดนตรีแล้วมีคนชอบเราก็มีความสุขไง พอจบ ม.
ปลายทุกคนก็แยกย้ายกันไปเราก็มาเรียนวิศวะเพราะพ่ออยากให้เรียน
ตอนนันเราไม่รู้เลยนะว่าเราชอบอะไรแต่ก็วิศวะก็ได้โตไวมีตังค์
จุดเปลี่ยนเลยก็ตอนที่เรามาเจอพี่จิ๋วตอนที่เราได้ประกวด แล้วเราก็ได้มาเล่นที่
ร้านคอฟฟี่พีซอย่างที่บอกร้านนี้เป็นจุดเปลี่ยนของเราอีกแหละเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนว่านี้แหละเราเลยมันทำมห้เรามองเห็นตัวเองว่าเราอยากทำอะไรจริงๆ ซึ่งก็คือดนตรีนั้นเอง
เราก็หัดแล้วอยู่กับมันเป้นสิบๆชั่วโมงเราก็เลยถามตัวเองว่าหรือเราอยากจะเรียนดนตรีว่ะแล้วการที่เราติดเอเอฟก็ทำให้เรามั่นใจว่านี้แหละเราต้องดนตรีแล้วแหละ แล้วถ้าพูดถึงเป็นศิลปินนะมีอยู่สองคน
คนแรกเลยก็คือพี่โจ้ วงพอส
เป็นคนที่เราอยากเจอเขามากเราแค่อยากเจอเขาแล้วบอกว่าพี่ผมร้องเพลงเพราะพี่ แล้วอีกคนที่ทำให้เราอยากร้องเพลงก็คือ พี่บี
พีระพัฒน์
สุดท้ายให้ฝากผลงานกันหน่อยค่ะ
ก้อ : ฝากผลงานหรอครับ
ก็อยากให้ทุกคนได้มีความสุขกับสิ่งที่พวกเราทำเพราะพวกเรามีความสุขที่ได้ทำมันมากๆอยากจะส่งต่อความสุขไปอยากให้มันไปถึงทุกๆคน เราไม่ได้คาดหวังให้เพลงเราดังเราคาดหวังว่าทุกคนจะฟังเพลงเรา
แชมป์ : มันคือของขวัญมันคือสิ่งดีๆอย่างหนึ่งที่เวลาเราเปิดออกมาแล้วเราจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เราดีใจที่ได้ยินได้รับมันเราอยากทำให้มันดูมีค่า
ก้อ : ก็คือเพลงที่พวกเราทำมันก็เป็นเหมือนของขวัญและของขวัญนี้ก็จะส่งต่อไปถึงทุกๆคน
แชมป์ : คือเราอยากให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำเราตั้งใจและเราประดิษฐ์ประดอยกับมันเราใส่ใจกับมันหวังว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้
จิ๋ว
: เดี๋ยววันนี้เราก้ทำซิงเกิลที่สองกัน
เสร็จเมื่อไหร่ก็ฝากด้วยนะครับช่วยกันติชมด้วย
ทุกคน : ขอบคุณครับ
5 หนุ่มวง Past Tales
นี้ไม่ได้สร้างแค่เสียงดนตรีอย่างเดียวจริงๆ แต่ทั้ง 5 หนุ่มยังสร้างเสียงหัวเราะและแง่มุมทางดนตรีดีๆให้เราอีกด้วย
การเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงของพวกเขาคงจะทำให้เราเรามีความสุขได้มากขึ้นจริง
ๆ ว่าแล้วก็ขอไปเปิดเพลง “คนในเพลงเหงา” ฟังอีกสักรอบแต่ถ้าใครยังไม่เคยฟังขอแนะนำให้ไปหาฟังอย่างด่วนที่สุด
“เราไม่มีความมั่นใจว่าเพลงของเราจะดังเราแค่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดีกับตัวเรามันดีกับวงเราและมันน่าจะดีสำหรับทุกๆคนที่ได้ฟังด้วย ”
edit @ 3 Mar 2010 07:11:19 by bannn-ta-thai